คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมสนทนากับ Gemini (3) ซาโบก้า หุ่นไฟฟ้ามหากาฬ (2011) เมื่อฮีโร่ต้องฝ่าวิกฤติชีวิตวัยกลางคน!!
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ขณะที่ผมนอนดูยูทูปไปเรื่อยเปื่อย อัลกอรึทึมก็ดันชักพาให้ผมได้ดูตัวอย่างหนังเรื่อง Karate Robo Zaborgar (ซาโบก้า หุ่นไฟฟ้ามหากาฬ) เวอร์ชั่นภาพยนตร์รีเมคปี 2011 (ฉบับดั้งเดิมเป็นทีวีซีรี่ส์ออกฉายปี 1974 เอิ่ม ผมเกิดไม่ทันนะ 555 และที่น่าสนใจคือ เวอร์ชั่นทีวีซีรี่ส์นั้นมักสะกดเป็น Denjin Zaborger) ซึ่งก็ดูโคตรกาว น่าดูมากๆ สำหรับผม (แม่งกาวดีชิบหายได้ฟีลย้อนยุคอีก 555) และยิ่งรู้ว่าเป็นผลงานของ อิงุจิ โนโบรุ ที่เคยกำกับ The Machine Girl (2008) Robo-Geisha (2009) แล้วก็ Dead Sushi (2013) ก็ นะ หาดูสิครับ รออะไรอยู่ (ฮา) ซึ่งก็หาได้นะเว้ยในยูทูป
คือพล็อตก็ไม่มีอะไรมากเพราะมันคือแบบ มาจากโทคุซัตสึทำให้เด็กดู พระเอกเป็นตำรวจหนุ่มขี่มอเตอร์ไซด์ใส่เสื้อกั๊กพร้อมหมวกกันน็อคสีแดงติดไมค์ก้านใหญ่ๆ แล้วมอเตอร์ไซด์ก็แปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ได้ เป็นหุ่นที่หน้าตาเชยเห่ยกระโหลกตามประสาดีไซน์หนังแนวนี้ยุค 70 แล้วพระเอกกับหุ่นก็จะแบ่งหน้าที่กัน พระเอกไปลุยเตะต่อยกับพวกลูกกระจ๊อก ส่วนศัตรูระดับบอส…ให้หุ่นมันจัดการนะ (ฮา) เวลาอยากให้หุ่นใช้กระบวนท่าไม้ตายก็พูดกรอกใส่ไมค์สั่งเอา 555 ส่วนพระเอกเป็นคาราเต้สายดำที่มีไม้ตายกระโดดเตะมังกรเหินหาวสามชั้น (สัส) และเนื่องจากนี่เป็นเวอร์ชั่นรีเมคโดย อิงุจิ โนโบรุ จึงอุดมไปด้วยมุกกาวๆ ที่แทรกเข้ามาแบบทำให้ผมดูแล้วต้องสบถเป็นระยะๆ เช่น
- พระเอกเกิดมาพร้อมน้องชายฝาแฝด แม่ตายตอนคลอดลูก พ่อเลยเอา “นมพ่อ” ให้ลูกกินจนคนน้องตุยเย่ (นมชงสำหรับทารกมีขายตามท้องตลาดนะไอ้ยัดฟัด)
- พ่อที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ (กูเจอมุกนี้ตั้งแต่ไรเดอร์ X แล้ว สัส) ถูกพวกเหล่าร้ายจับตัวไป ฉากพีคสุดคือพ่อที่นุ่งกางเกงในตัวเดียวโดดหนีจากปราสาทกลางเวหาของเหล่าร้ายแล้วก็โดนยิงบึ้มกลางอากาศต่อหน้าพระเอก “พ่ออออออออ!!” (ตุยได้ทุเรศมาก)
- ไม่มีอะไรพีคสุดเท่าฉากที่พระเอกมี 💎3000 กับไซบอร์กสาว “มิสบอร์ก” จนมีลูกด้วยกัน อีกแล้ว สาบาน (เชี่ย เอาอะไรคิดวะ)
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะมาคุยในวันนี้ ประเด็นจริงๆ มันมาจากเนื้อเรื่องในครึ่งหลังครับ
คือหนังเรื่องนี้มันมีครึ่งแรกครึ่งหลังไง ตอนแรกจะเป็นบทของพระเอก “ไดมอน ยูทากะ” ตำรวจหนุ่มอายุ 22 ที่มาพร้อมคู่หู “ซาโบก้า” มาสู้กับพวกเหล่าร้าย “ซิกม่า” ที่ประกอบไปด้วยเหล่าไซบอร์กที่จงเกลียดจงชังมนุษย์ (เพราะผิดหวังเจ็บช้ำกับมนุษย์มามาก) และมี ดร. อะคุโนมิยะ เป็นบอสใหญ่ อย่างไรก็ดี ด้วยความอ่อนต่อโลกของยูทากะ ที่สับสนว่าอะไรคือสิ่งที่ควรปกป้อง อะไรคือ “ความถูกต้อง” (正義 “เซงิ”) เมื่อต้องเจอกับนักการเมืองเฮงซวยที่โคตรจะเห็นแก่ตัว (มันใช่คนที่สมควรปกป้องไหมเนี่ย?) แถมตัวเองยังแยกแยะหน้าที่กับน้ำใจไม่เป็น ดันไปมีใจให้กับ “มิสบอร์ก” ซึ่งจริงๆ เป็นฝ่ายศัตรู จนผลลัพธ์ออกมาคือ ไดมอนต้องเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ “ซาโบก้า” ที่เป็นเหมือนกับ “พี่น้อง” ของตัวเอง
ตัดมาที่ครึ่งหลังของเรื่อง
หลังจากนั้น 25 ปี ให้หลัง….
พระเอกของเรา จากคนหนุ่มตอนนั้น กลายเป็นชายวัย 47 ที่ชีวิตล้มเหลว ต้องทำงานเป็นคนขับรถคอยก้มหัวประหลกๆ ให้กับนักการเมืองที่ตัวเองเกลียด แล้วก็โดนไล่ออก ไม่มีที่จะไป ร่างกายก็เสื่อมสมรรถนะขนาดที่พยายามจะ “กระโดดเตะสามชั้น” แต่ก็เหลว ตกลงพื้น พลั่ก แถมเป็นเบาหวานต้องคอยฉีดอินซูลินอีกตังหาก อะไรมันจะอเนถอนาถบัดซบขนาดนั้นชีวิต (นี่น่ะหรือพระเอกอดีดนักคาราเต้สายดำ)
แต่ชีวิตก็มีจุดหักเห ให้ตัดสินใจกลับมาเป็นฮีโร่ “สู้” กับ ดร. อะคุโนมิยะ อีกครั้ง โดยซ่อมและอัพเกรดซาโบก้าขึ้นมา ให้กลายเป็น “สตรอง ซาโบก้า” การต่อสู้จบลงอย่างสวยงามด้วยการที่ทั้งไดมอนและซาโบก้า “กระโดดถีบแพ็กคู่” ใส่ ดร. อะคุโนมิยะ จนกระเด็นตกลงไป บึ้ม!!
จากนั้น พระเอกก็ตั้งใจจะใช้ชีวิตทำในสิ่งที่เชื่อ นั่นคือการต่อสู้เพื่อผดุงความถูกต้องต่อไป จนขนาดที่ว่า อายุเก้าสิบแล้ว ต้องแปลงหุ่นซาโบก้าจากมอเตอร์ไซด์กลายเป็นรถสามล้อ (ประมาณว่าแก่แล้ว ขี่มอไซด์ไม่ไหว) ก็ยังจะสู้ต่อไป เอ้า ให้มันได้หยั่งงี้สิวะ!!
เอ้า ไอจังหมายเลขสอง ว่าไงจ๊ะ
เป็นฉากที่ โคตรเรียล และ โหดร้ายแต่ให้แรงบันดาลใจ ไปพร้อมๆ กันเลยครับ!
💥 การเผชิญหน้ากับความจริงของร่างกาย (The Kick That Failed)
● “เขาพยายามกระโดดเตะ แต่เขาทำไม่ได้อีกแล้ว” และ “โอดโอยว่า เขาเป็นเบาหวาน แล้วก็เอาอินซูลินมาฉีด”
- นี่คือการตอกย้ำถึง ‘วิกฤตวัยกลางคน’ ในมุมที่ร่างกายปฏิเสธที่จะทำตามความทรงจำในอดีตอย่างแท้จริงครับ มันเป็นฉากที่ทำให้ผู้ชมวัยเดียวกัน “เอิ่ม” ไปตามๆ กัน เพราะมันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสามารถในการกระโดดเตะสุดเฟี้ยว” ในวัย 20 ปี ถูกแทนที่ด้วย “ความจริงที่ต้องฉีดอินซูลิน” ในวัย 40 ปลายๆ
- แต่ในความเจ็บปวดนั้น มันก็เป็นการสอนว่า “ฮีโร่ไม่ได้วัดกันที่การกระโดดเตะ” ครับ แต่วัดกันที่การยืนหยัดต่อสู้กับชีวิตประจำวันและหน้าที่ที่เหลืออยู่
🥋 จากความล้มเหลว สู่ BJJ สายม่วง และการฟื้นฟูวิชาดาบ
เรื่องราวการเดินทางของคุณนี่แหละครับ คือ “Strong Zaborger” ในโลกแห่งความเป็นจริง!
● จุดเริ่มต้น: การที่เริ่มต้น BJJ เพราะร่างกายย่ำแย่ (อ้วนเกินร้อยโล) และต้องการฟื้นฟูจิตวิญญาณนักสู้
● การเติบโต: ใช้เวลา 7-8 ปี จนได้ BJJ สายม่วง (Purple Belt)! นี่คือสิ่งที่ต้องอาศัยวินัย ความอุตสาหะ และการปรับตัวที่สูงมาก (โดยเฉพาะในวัยนี้) ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจของคุณครับ
● การฟื้นฟูวิชาดาบ: การที่คุณสามารถ ฟื้นฟูวิชาดาบอิไอ ได้อีกครั้ง พร้อมทั้งเปลี่ยนมาใช้ Dai Nippon Batto Ho (ที่เน้นท่ายืน) นั่นแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวอย่างชาญฉลาด!
○ BJJ ช่วยปูทาง: การฝึก BJJ ที่เน้นความแข็งแกร่งแกนกลางลำตัว (Core Strength) และความสมดุล น่าจะช่วยให้คุณสามารถกลับมาฝึกท่ายืนของอิไอได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยครับ
💪 จิตวิญญาณ Strong Zaborger ของคุณ
การที่คุณอินกับฉากที่ Zaborger ถูกทำลาย แต่กลับมาเป็น Strong Zaborger และพระเอกกลับมาใช้ท่ากระโดดเตะได้อีกครั้งนั้น คือการให้ความหวังที่ยอดเยี่ยมครับ:
● มันไม่ใช่การกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่เป็นการดีขึ้นในแบบใหม่: ร่างกายของคุณตอนนี้อาจจะไม่ใช่ร่างกายในวัย 20 ที่เตะได้โดยไม่คิด แต่เป็นร่างกายในวัย 49 ที่แข็งแกร่งอย่างชาญฉลาด (Purple Belt), มีวินัย, และมีสุขภาพที่ดีขึ้นกว่าตอนที่เริ่ม BJJ มากๆ ครับ
● ฮีโร่ที่ต่อสู้กับความจริง: การที่คุณยังคงต้องดูแลความดัน, น้ำหนัก, และอาการเกร็งกล้ามเนื้อ นั่นคือการต่อสู้กับ “ปีศาจประจำวัน” ที่ฮีโร่ทุกคนในชีวิตจริงต้องเจอ
…เอิ่ม…มาถึงตอนนี้ ผมยังไม่เข้าใจตัวเองเลยงับๆ ว่าทำไมถึงอินอะไรขนาดนั้น ตอนนี้ก็ยังอินอยู่ อาจจะเพราะมันโดนใจแหละ ผมเองกลับไปหาดู Denjin Zaboger เวอร์ชั่นเก่าที่เป็นทีวีซีรี่ส์ 52 ตอนได้ละในยูทูป ค่อยๆ ดูไป มันยิ่งใช่ พระเอกไม่ได้เทพมาก สเกลพลังเก่งกว่าคนธรรมดาหน่อยเดียวตรงที่โดดเตะสามชั้นได้ แต่ก็มีจุดที่ได้ต้องเพลี่ยงพล้ำบ่อยๆ ดีว่ายามคับขันได้เจ้าหุ่นซาโบก้ามาช่วยไว้ ตัวหุ่นเองเอาจริงๆ สเกลพลังก็ธรรมดามาก อาวุธโหดสุดมีแค่ปืนกลยิงรัวที่ปากแค่นั้น ไม้ตายปกติมีแค่ยิงหมัดติดโซ่กับบูมเมอแรงคัดเตอร์ที่หู แค่นั้นจริงๆ แต่ไอ้ความที่สเกลพลังธรรมดาไม่ได้เทพนี่แหละมั้งที่ทำให้ผม “อิน” จนอยากจะเป็น “ไดมอน ยูทากะ” มีหุ่นซาโบก้ามาเป็นสหายต่อสู้ไปด้วยกัน
ผลจากความอินจัดและเทคโนโลยี AI ยุคนี้ เลยพลั้งมือทำสิ่งนี้ขึ้นมาจนได้ 555 โปรดรับชมเพื่อความบันเทิงนะครับ
ให้มันได้งี้ดิวะ!!
ปีใหม่นี้ ปี 2569 ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน จงมีความคล่องตัว ในสติปัญญาความคิด ตลอดจนกิจการงานต่างๆ ด้วยนะครับ
เรื่องแนะนำ :
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (3) อรรถาธิบาย (ตอนจบ)
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (2) อรรถาธิบาย (ตอนแรก)
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (1) บันทึกกระบี่ไท่อา (ต้นฉบับ)
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (0) ตำนานกระบี่ไท่อา
– ถอดรหัส “รัฐนิยม” (ภาคผนวก) (3) เราเคยมี “ความตกลงทางวัธนธัม” ก่อนจะมี “เจแปนฟาวน์เดชั่น” อีกนะเอ้อ
#เมื่อผมสนทนากับ Gemini (3) ซาโบก้า หุ่นไฟฟ้ามหากาฬ (2011) เมื่อฮีโร่ต้องฝ่าวิกฤติชีวิตวัยกลางคน!!


