วิชายุทธ วิถีเซน by Lordofwar Nick
ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” [Side Story] (2) จาก “ยิวยิตสูสำนักไดโตริว” ถึง “ฮับกิโด”
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากที่ได้เปิดไปแล้วเมื่อตอนท้ายของสัปดาห์ที่แล้ว ว่า “ยูยิตสูสำนักไดโตริว” นั้น นอกจากจะเป็นรากเหง้าเค้ามูลของวิชา “ไอคิโด” แล้ว ยังได้กลายเป็นรากเหง้าเค้ามูล ของอีกวิชาหนึ่งในโลก ที่ก็ได้มีการเผยแพร่ในระดับนานาชาติเช่นกัน ครับ วันนี้จะขอแนะนำท่านผู้อ่านให้รู้จักกับประวัติศาสตร์ของวิชา “ฮับกิโด” ครับ
กำเนิด “ฮับกิโด”
รากเหง้าเค้ามูลของวิชาฮับกิโดนั้น มาจากการที่ ชเว ยงซูล (Choi Yong-sool ) (9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447 – 15 มิถุนายน พ.ศ. 2529) เด็กกำพร้าชาวเกาหลี (ในยุคที่เกาหลีเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น) ได้ไปอยู่อาศัยที่ญี่ปุ่นตั้งแต่แปดขวบ ต่อมา ถูกรับเลี้ยงดูโดยอาจารย์ทาเคดะ โซคาคุ เมื่ออายุได้ 11 ขวบ จึงได้เรียนวิชาของสำนักไดโตริว แต่บ้างก็แย้งว่า ชเว ยงซูล เป็นแค่คนงาน (เด็กรับใช้) ในบ้านของอาจารย์ทาเคดะเท่านั้น (เป็นเรื่องธรรมดาที่คนญี่ปุ่นยุคนั้นจะปฏิบัติต่อคนเกาหลีอย่างไม่เท่าเทียม)
![]()
อาจารย์ ชเว ยงซูล (ที่มา wikipedia)
อย่างไรก็ดี อาจารย์อุเอชิบะ คิสโชมารุ ได้เคยกล่าวทำนองว่า ตนเคยจำได้ว่ามีหนุ่มเกาหลีอายุ 17-18 เข้าเรียนในชั่วโมงสัมมนาของ อ. ทาเคดะ ที่ฮาโกดาเตะ ฮอกไกโด และบิดาของท่าน (หมายถึงท่านอาจารย์อุเอชิบะ โมริเฮย์) พูดถึงหนุ่มเกาหลีคนนั้นว่าเป็น “รุ่นพี่” (ถ้าเทียบจากข้อมูลที่ว่า ท่านอุเอชิบะได้พบกับ อ.ทาเคดะครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2458 ล่ะก็ เทียบปีแล้ว ชเว ยงซูล จะอายุแค่สิบเอ็ด นั่นหมายความว่าได้อาศัยเรียนวิชามาก่อนแล้ว จึงเรียกว่าเป็น “รุ่นพี่”) และก็ได้ติดต่อกันบ้าง ได้ยินว่าหนุ่มคนนั้นหลังจากกลับไปอยู่เกาหลีแล้ว ก็ได้สอนวิชาไดโตริวประมาณหนึ่ง ซึ่งก็มีคนเกาหลีเรียนกันหลายคน และพอเห็นชื่อวิชา “ไอคิโด” (合気道) โด่งดังในญี่ปุ่น ก็เลยเรียกวิชาที่ตนสอนว่า “ฮับกิโด” (合氣道) บ้าง และก็แตกสำนักไปต่างๆ เรื่องนี้ อาจารย์อุเอชิบะ คิสโชมารุ กล่าวว่าเรื่องราวเหล่านี้ได้ฟังจากบิดาของท่าน
บ้างก็ว่า จริงๆ แล้ว ชเว ยงซูล น่าจะร่ำเรียนวิชาของสำนักไดโตริวภายใต้การสอนของอาจารย์โยชิดะ โคทาโร่ (ซึ่งว่ากันว่า อีกแล้ว เป็นผู้ชักนำให้อุเอชิบะ โมริเฮย์ ได้พบกับ อ.ทาเคดะ) ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ อ.ทาเคดะเสียมากกว่า
อย่างที่ได้กล่าวไป เนื่องจาก อ.ชเว นั้น มีลูกศิษย์หลายคน ซึ่งหลายคนก็ใหม่ที่นี่แต่เก่าจากที่อื่นกันทั้งนั้น (คือมีวิชาอื่นติดตัวมา) ดังนั้น บรรดาศิษย์ที่ได้เรียนแล้ว ต่างก็ออกไปตั้งสำนักกันไป จนทำให้เกิดสำนักต่างๆ องค์กรต่างๆ แต่ผมจะขอกล่าวถึงศิษย์ อ. ชเว สองคน ที่มีส่วนทำให้วิชา “ฮับกิโด” นั้น เป็น “ฮับกิโด” ที่มีการเปลี่ยนแปลงคลี่คลายในทางวิชา ที่สร้างความแตกต่างจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ดังจะยกตัวอย่างข้างล่างครับ
คนแรกคือ ซอ บ๊กซอบ (Seo Bok-seob) ผู้เป็นยูโดสายดำมาก่อน ซึ่งได้เปิดโรงฝึกในปี พ.ศ. 2494 ในชื่อ “แดฮัน ฮับกิ ยูควอนซูล โดจัง” (大韓合氣柔拳術道場) ซึ่งสอนวิชาที่ได้จาก อ. ชเว โดยผนวกเอาวิชายูโดทั้งท่าทุ่มท่านอนใส่ลงไปด้วย พอมาถึงปี พ.ศ.2502 ทั้ง อ.ชเว และ อ.ซอ ตกลงใจเปลี่ยนชื่อเรียกวิชาเป็น “ฮับกิโด”
คนที่สองคือ จี ฮันแจ (Ji Han-jae) ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนให้ฮับกิโดเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ ในเชิงวิชานั้น อ. จี เป็นผู้ที่ผนวกเอาวิชาเตะต่อยที่ได้เรียนมาก่อน ใส่เข้าไปในวิชาฮับกิโด และนี่ก็ทำให้วิชาฮับกิโดนั้นเป็นฮับกิโด ที่มีสิ่งเสริมเพิ่มเข้าไปจากวิชาเดิมของสำนักไดโตริว และมีหน้าตาที่แตกต่างกับไอคิโดด้วย
![]()
อาจารย์ จี ฮันแจ (ที่มา wikipedia)
อ. จี ฮันแจ ได้เคยโลดแล่นในหนังที่เป็นตำนานเลยก็คือ “ฟุตเทจ” ฉากต่อสู้ที่ถูก “ตัดทิ้ง” ในหนัง Game of Death (พ.ศ. 2521) ของบรูซ ลี ทำไมถึงถูกตัดทิ้ง? เอาจริงๆ คือ พล็อตเรื่องดั้งเดิมของ Game of Death มันคือเรื่องของสามหนุ่มที่มีบรูซ ลี เป็นพระเอก บุกขึ้นไปยังเจดีย์ห้าชั้น (?) ตะลุยผ่านด่านที่มีนักสู้แต่ละคนคอยอยู่ (มี แดน อีโนซันโต, จี ฮันแจ, คารีม อับดุล-จับบาร์) แต่เรื่องนี้ ถ่ายไม่ทันจบดี บรูซ ลี มีอันไปสวรรค์เสียก่อน ทางโปรดักชั่นก็เลย “ยำ” เปลี่ยนพล็อตเรื่องใหม่ให้เป็นเรื่องราวที่มีบรูซ ลี เป็นตัวเอกคนเดียว เป็นพระเอกหนังที่ถูกมาเฟียสั่งเก็บ จึงต้องแกล้งตายแล้วออกลุยล้างแค้น (ฉากบู๊ฉากอะไรอื่นก็ใช้ตัวแสดงแทนบรูซ ลี เอา) ฉากบู๊ ณ เจดีย์ห้าชั้น (ที่บรูซ ลี ตัวจริง แสดง) จึงต้องตัดภาพชอตที่ถ่ายติดกลุ่มสามหนุ่มออก เหลือแต่ชอตที่มีแต่บรูซ ลี เดี่ยวๆ กับคู่ต่อสู้ แต่ฉากที่สู้กับ อ. จี ดันถ่ายติดสามหนุ่มเยอะไปหน่อย เลยต้อง ตัดทิ้ง แต่ ไม่เป็นไร ยุคนี้มี YouTube เราจึงได้เห็นฉากต่อสู้ในตำนาน ฮับกิโด ปะทะ จีตคุนโด ซะทีครับ 555
อีกคนหนึ่งที่ถึงแม้ว่าจะมิได้ปรากฎว่าเป็นศิษย์ อ. ชเว แต่ก็มีส่วนในการเผยแพร่วิชาฮับกิโดสู่สากลเช่นกัน นั่นก็คือ เมียง แจนัม (Myung Jae-nam) ที่น่าสนใจคือ อ.เมียง นั้น ได้เคยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาจากนักไอคิโดชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นชื่อว่า Hirata และได้นำเอาแนวทาง ท่วงท่าของไอคิโดใส่เข้ามา และต่อมาได้เป็นประธานของ International Hapkido Federation (IHF) ที่ก่อตั้งในปี พ.ศ.2536
ในเมืองไทยนั้น เท่าที่ทราบ นานมาแล้ว มีอาจารย์ชาวเกาหลีท่านหนึ่งที่เคยมาสอนที่ กทม. ชื่อ อ.ลี แล้วก็ ทุกวันนี้ ในเมืองไทยก็มีสมาคมฮับกิโดประเทศไทย ซึ่งก็เป็นสาย IHF พูดถึงฮับกิโดสาย IHF นานมากแล้ว ผมเคยได้ดูวิดีโอสาธิตวิชาฮับกิโดของ IHF แบบว่า เก่ามาก ในพาร์ท “โฮชินซูล” (วิชาป้องกันตัว 護身術) พาร์ทการจับข้อมือนั้น ท่าหลักก็คล้ายๆ ไอคิโด คือมีแบบ คาตาเตะโทริ (มือซ้ายจับมือขวา) โคสะโดริ (มือขวาจับมือขวา) แต่ที่มีมากกว่าและน่าสนใจ คือการแก้การจับปลายแขนเสื้อ (sleeve grip) แก้การจับคอเสื้อ (lapel grip) นี่แหละครับ
ฝากมาให้ดู ยาวหน่อยแต่นี่คือวิดีโอแรกเลยที่ทำให้ผมรู้จักฮับกิโด นานละเคยซื้อแผ่นซีดีที่เขาอัดจากวิดีโอ 100 บาท ตอนนี้มีคนลงยูทูปให้ดูฟรีๆ ละ
“ฮับกิโด” ในภาพยนตร์
นอกจากที่กล่าวข้างต้นไปแล้วว่า อ. จี ฮันแจ เคยเกือบๆ ได้แจ้งเกิดกับหนังของบรูซ ลี ยังมีดาราฮอลีวู้ดอยู่คนนึงที่เคยเอาลีลาบู๊สไตล์ “ฮับกิโด” มาเป็นจุดขายด้วย นั่นก็คือ Wesley Snipes ครับ ถ้าใครเคยดูฉากเปิดตัวในเรื่อง Blade ภาคแรก จะเห็นลีลาท่าทุ่มคล้าย “ชิโฮนาเงะ” แต่แลดู “แข็ง” กว่า นั่นแหละ “ฮับกิโด” สไตล์ เวสลี่ย์ สไนปส์ เขาล่ะ
โอเค เรื่องหนังก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่เด็ดกว่ากับการที่ว่า อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ที่อเมริกาเนี่ย คือ อเมริกันเขาถนัดนักหละ เรื่องจับโน่นผสมนี่แล้วก็ตั้งชื่อวิชาขึ้นมาใหม่เป็นเวอร์ชั่นโมดิฟาย อย่างพอมีคาราเต้หลายๆ สายสำนักมาเผยแพร่มากเข้า ก็จับยำๆ เกิดเป็น American Karate, Kenpo Karate ฮับกิโดก็ โดนแบบนี้ไปด้วย มีกระทาชายคนหนึ่งชื่อ John Pellegrini เกิดลุกขึ้นมาสถาปนาวิชาในชื่อยี่ห้อว่า Combat Hapkido ในปี พ.ศ. 2533 โดยพาดหัวประมาณว่า “Science of Self-Defense” (คือแบบ ต้องคุยว่า “มันเป็นวิทยาศาสตร์” นะ ถึงจะจับใจฝรั่งยุค 90 ได้ 5555) พอพาดหัวแบบนี้ อะไรที่ถูกมองว่า “ไม่เป็นวิทยาศาสตร์” ในการจะใช้ป้องกันตัว ประมาณแลดูแล้วไม่รู้จะเรียนไปทำไม (ไม่จำเป็น?) เช่น การฝึกโผข้ามสิ่งกีดขวาง (มันเป็นการฝึกที่กายกรรมมากๆ) กระบวนท่าเตะสวิงสวายเช่นพวกหมุนตัวเตะ การฝึกสมาธิ อะไรพวกนี้ ถูกตัดออกไปเลย แถมยังมีการเอาเรื่องการฝึกการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ลงพื้น อารมณ์เหมือนเอาแนวของ BJJ, Vale Tudo, Combat Sambo เข้าไปเสริมๆ ด้วย…
![ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” [Side Story] (2) จาก “ยิวยิตสูสำนักไดโตริว” ถึง “ฮับกิโด”](https://www.marumura.com/wp-content/uploads/2024/10/Jujutsu-Side-Story-Hapkido-1.png)
หนังสือ Combat Hapkido (ที่มา budovideos)
…นะ…
ในเรื่องการเผยแพร่ฮับกิโดในเมืองนอกนั้น ด้วยเหตุที่ “ฮับกิโด” นั้น เป็นวิชาที่มีหลายสายมาก ลูกศิษย์ของ อ. ชเว ยงซูล นั้น แตกสายออกไปมาก แล้วแต่ละสายก็เอาวิชาของตนประสมเข้าไปอีก จนขนาดว่า ในหมู่ฝรั่งเอง ยังบอกเลยว่า “ฮับกิโด” ของแต่ละโรงฝึกไปกันคนละทางจริงๆ บางโรงฝึกมีความเป็นยูโด หรือไอคิโดสูงมาก บางโรงฝึกเหมือนเทควันโดที่แค่ประสมวิชาล็อกข้อต่อเข้าไปเท่านั้น (จนบางคนนึกไปว่า ฮับกิโด คือ ไอคิโด บวกกับ เทควันโด) บางโรงฝึกก็คล้ายกับแนวทางของไดโตริวดั้งเดิม นั่นก็ต้องอยู่ที่ว่าเป็นสายของอาจารย์ท่านใดหรือสำนัก/องค์กรใดด้วย มันมีกระทู้นึงใน reddit คือเนื้อหาสนุกสนานมากจนอยากเชิญท่านผู้อ่านที่สนใจเกี่ยวฮับกิโดและทัศนะที่มีต่อฮับกิโดของฝรั่ง เข้าไปอ่าน ในนี้ นะครับ
เอาล่ะครับ ก็ ขอจบการนำเสนอเนื้อหาในส่วน Side Story แต่เพียงเท่านี้นะครับ (อ้าวเฮ้ย 555) ก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้อ่านที่รีเควสเข้ามา อาทิตย์หน้าจะเขียนเรื่องอะไรดีั้น เอิ่ม ไว้ให้มันเป็นเรื่องของอาทิตย์หน้าละกันนะครับ วันนี้ก็ขอลาแต่เพียงเท่านี้ไปก่อนพบกันใหม่สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” [Side Story] (1) จาก “ยิวยิตสูสำนักไดโตริว” ถึง “ไอคิโด”
– จิตสำนึกความปลอดภัย ใจที่คิดถึงผู้อื่น ความไม่เห็นแก่ตัว ผมเรียกร้องกับสังคมไทยมากไปมั๊ย?
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 12] ครูทิม อติเปรมานนท์
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 11] Vasili Oshchepkov ศิษย์ยูโดโคคัน ผู้สร้างสรรค์วิชา “แซมโบ้”
– The Emptiness Machine ทำไมผมฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงชีวิต “ซาลารี่มัง” サラリーマン จังเลยห๊ะ?
#ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” [Side Story] (2) จาก “ยิวยิตสูสำนักไดโตริว” ถึง “ฮับกิโด”


