วิชายุทธ วิถีเซน by Lordofwar Nick
ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie (8) การฟื้นคืนชีพของวิชาสายคว้าจับ (grappling) ในสายตาของสังคม
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ในที่สุด มินิซีรี่ส์นี้ก็มาถึงบทสุดท้าย (แต่ไม่ท้ายสุดหรอก อิอิ) แล้วนะครับ วันนี้จะพูดถึงเรื่องของ การฟื้นคืนชีพของวิชาสายคว้าจับ (grappling) ในสายตาของสังคม ซึ่งเรื่องราวนี้ จะขอเล่าจากมุมมองของ “บราซิลเลียนยูยิตสู” เป็นหลักนะครับผม
เรื่องราวเกิดจากการที่พวกตระกูลเกรซี่ ตัดสินใจอพยพไปที่อเมริกาในทศวรรษที่ 1970 คือเมื่อสักสี่ห้าสิบปีก่อน ว่ากันว่าคนบุกเบิกการอพยพไปหากินที่อเมริกาคนแรกก่อนใครคือ Rorion Gracie ลูกชายคนโตของเฮลิโอนี่แหละ พวกนี้มาขึ้นบกที่แคลิฟอร์เนียเพราะชอบว่าลมฟ้าอากาศที่นั่นคล้ายบ้านเดิมที่บราซิล มาเปิดสำนักสอน ทำมาหากินตรงนี้ และแน่นอน เพื่อทำการตลาดให้วิชา “บราซิลเลียนยูยิตสู” เป็นที่รู้จักและ “ขายได้” ในอเมริกาที่ตอนนั้นคนเขานิยมเรียน ยูโด คาราเต้ กันอยู่ อะไรที่จะโฆษณาดึงให้คนมาเรียนได้เท่ากับต้อง “โชว์ของ” ให้คนรู้ว่าใช้สู้ได้ สู้เอาชนะคนอื่นได้ เป็นไม่มี จึงต้องเล่นสิ่งที่เรียกว่า Gracie Challenge ซึ่งเนื้อแท้ก็ไม่ต่างจากยุคปลายของยูยิตสูโบราณของญี่ปุ่นที่ใช้วิธีเรียกแขก หาลูกค้า ด้วยการท้าสำนักอื่นประลองกัน แค่ไม่ได้เล่นถึงตายเหมือนปลายยุคเอโดะเท่านั้นเอง
จากภาพวิดีโอที่ยังมีอยู่ แสดงให้เห็นว่าฝ่ายเกรซี่คือไปหาอีกฝ่ายถึงที่สำนัก ท้าประลองมือเปล่าในแบบที่ว่า ต่างฝ่ายต่างอยากจะออกอาวุธหมัดเท้ากระบวนท่ายังไงก็งัดออกมาเลย ซึ่งฝ่ายเกรซี่ก็ใช้กลยุทธ์ตีกินง่ายๆ คือทำไงก็ได้เข้าประชิด รวบตัว (อีกฝ่ายจะได้ออกหมัดออกเท้าไม่ได้) ทำให้อีกฝ่ายลงพื้น (เทคดาวน์) ขึ้นคร่อม เล่นมันจนกว่าอีกฝ่ายจะขอยอมแพ้ ลูกเล่นที่ชอบใช้กันเยอะก็คือ ground and pound เอามันลงพื้นแล้วก็ทุบมันเข้าไป ด้วยการเที่ยวไปประลองตีกินเอาชัยชนะเหนือผู้ฝึกวิชาอื่นๆ ชื่อเสียงของ “บราซิลเลียนยูยิตสู” ก็เริ่มติดตลาดขึ้นมา
พอชื่อแบรนด์ “บราซิลเลียนยูยิตสู” ติดตลาดขึ้นมาแล้ว โอกาสทางธุรกิจก็มา นั่นแน่ ลุมาถึงต้นยุค 90 นาย
Art Davie เอาไอเดียธุรกิจไปเสนอ Rorion Gracie มันคือการเอา Gracie Challenge มาทำเป็นรายการสู้โชว์เก็บสตางค์คนดูซะเลย ผลก็คือการจัดทัวร์นาเมนต์ฉายทางทีวีที่เรียกว่า Ultimate Fighting Championship ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 (เดี๋ยวนะ ตอนนั้นผมยังเรียน ม. ปลายอยู่เลย)
ครับ นี่แหละครับ กำเนิด UFC ล่ะ
UFC ในยุคแรก มันไม่ใช่ MMA ที่เป็นการนำเอาวิชาต่อสู้หลายๆ อย่างมา “ผสม” นะครับ มันเป็นการแข่งโดยเอาศิลปะการต่อสู้ยี่ห้อต่างๆ มาแข่งกันว่าใครเก่ง พูดง่ายๆ มันก็อารมณ์เหมือนเกม “สตรีทไฟเตอร์” นั่นแหละครับ (ใครทันยุคเกมตู้ที่มาบุญครอง แสดงว่าแก่พอๆ กับผม (ฮา)) พระเอก “ริว” หนุ่มนักคาราเต้พเนจร เที่ยวไปทั่วโลกเพื่อสู้กับนักสู้ต่างชาติ มีทั้งนินจา กังฟู มวยสากล จนสุดท้ายต้องมาปะทะกับ “มวยไทย” (พล็อตเรื่องนี้ก๊อปมาจากการ์ตูน “คาราเต้บากะอิจิได” เต็มๆ น่าคิดว่า เกมสตรีทไฟเตอร์ภาคแรกออกขายปี พ.ศ. 2530 ส่วนสตรีทไฟเตอร์ภาคสองที่ฮิตถล่มทลายกลายเป็นปรากฎการณ์ไปทั่วโลก ออกขายเมื่อปี พ.ศ. 2534 ฉะนั้น ในแง่ความบันเทิง มันต้องมีอยู่แล้ว คนที่อยากดูอะไรที่คล้ายเกมแต่เป็นของจริงๆๆ)

ภาพแฟนอาร์ต ริว ปะทะ สกัด (ที่มา Facebook)
โอเค ขอรวบรัดแล้วกันนะครับว่า หลังจากการเอาศิลปะการต่อสู้ใดๆ จะซูโม่ มวยปล้ำ คาราเต้ หรืออะไรต่อมิอะไร ผลในภาพรวมมันออกมาว่า “บราซิลเลียนยูยิตสู” นี่แหละ เก่งที่สุดเลยค๊าบ คราวนี้ ใครๆ ก็เลยนึกอยากจะเรียน “บราซิลเลียนยูยิตสู” กันขึ้นมา และสังคมก็เริ่มกลับมาให้ค่าให้ราคา “วิชาสายคว้าจับ” ว่าเป็นของที่สู้เอาชนะคนได้จริง ครับ
อันที่จริง ในภายหลังก็มีคำวิจารณ์ในทางลบเหมือนกันว่า เรื่องการที่ว่า “บราซิลเลียนยูยิตสู” นั้นเก่งกว่าใครใน UFC ยุคแรกเริ่มนั้น มันเป็น “ทฤษฎีสมคบคิด” เป็นการตลาดที่จะผลักดันสินค้าคือวิชาบราซิลเลียนยูยิตสูให้ติดตลาดด้วยการเป็น “ผู้ชนะ” ผ่านการใช้กฎกติกาเป็นอาวุธ อย่างไรก็ดี บราซิลเลียนยูยิตสูมันติดตลาดไปแล้ว และมันก็ดึงดูดใครๆ โดยเฉพาะคนที่เคยเล่นยูโดหรือมวยปล้ำมาก่อนให้หันมาทางนี้ และสิ่งนี้ก็ทำให้วิชาบราซิลเลียนยูยิตสู “วิวัฒนาการ” ยิ่งขึ้นไปอีก กลายเป็นพลวัตที่มีอิทธิพลต่อวงการศิลปะการต่อสู้ในระดับโลก
สิ่งที่ UFC สร้างอิทธิพลจริงๆ โดยเฉพาะในยุคที่เปลี่ยนแปลงจากการประชันกันระหว่างศิลปะการต่อสู้ยี่ห้อต่างๆ ศาสตร์ต่างๆ มากลายเป็นการเอาศาสตร์ต่างๆ มา “ผสม” กัน เพื่อตอบโจทย์ความสามารถในการต่อสู้ใน “ทุกระยะ” คือระยะเตะต่อย ระยะปล้ำทุ่ม ระยะลงพื้น (ตามทฤษฎีที่ Renzo Gracie นำเสนอไว้ในหนังสือ Mastering Jujitsu ที่ผมเก็บความเอามาเล่า ณ ตอนนี้นี่แหละ) จนกลายเป็น MMA ในวันนี้นี่แหละครับ
พอพูดถึงตรงนี้ ผมก็หวนนึกถึงที่เฮียก๊อบเคยพูดเอาไว้ ว่าถ้าเราเตะต่อยเก่งอย่างเดียว แต่แบบ ตอนล้มกับพื้น เราจะทำยังไง นั่นแหละครับ มาถึงจุดหนึ่ง คนในวงการวิชาต่อสู้เองก็ได้ตระหนักแล้วว่า “ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง” มันไม่พอ คือไม่ครอบคลุมจริงๆ ทั้งในแง่การต่อสู้เอาชัยด้วย และในแง่ของการเอาตัวรอดด้วย (นึกถึงเวลาถ้าล้มกับพื้นแล้วหลังฟาดเต็มๆ หรือหัวฟาดพื้น สิครับ) ดังนั้น แม้แต่คนที่เริ่มเรียนจากสายเตะต่อย ก็เริ่มมองหาวิชา “สายคว้าจับ” เรียนเพิ่ม เสริมเข้าไป สมัยก่อน BJJ ยังไม่แพร่หลาย ก็เรียนยูโด ไอคิโด ฮับกิโด กันไปก่อน พอมายุคนี้ BJJ (รวมถึง Sport Jujitsu) เริ่มแพร่หลายในไทยแล้ว คนเขาก็ไปทางนั้นกัน (รวมถึงผมด้วย)
เวลาต่อมา อิทธิพลความนิยมของ MMA ก็มาจนถึงสื่อบันเทิงแบบหนัง ที่ผมจำได้แน่ๆ เลยก็เรื่องนี้เลยครับ Never Back Down ถึงพล็อตเรื่องจะแบบว่า โอ้ คาราเต้คิดมากมาย แต่การนำเสนอภาพของ MMA ทั้งการฝึกและการประลองกันนี่ก็เป็นภาพที่ชัดเจนมากๆ โอ้โฮ ฉากดวลกันตรงลานจอดรถตอนท้ายเรื่องนี่มันคือ MMA แบบจะๆ เจ๋งๆ จริงๆ พระเอกโดน slamming ใส่กระโปรงรถ โดน guillitine choke แล้วแก้ได้ด้วยท่าแบบพิสดารจนหลุด ทำอิปป้งเซโออิได้ แถมเตะสูงซัดปลายคางจนศัตรูร่วงไปเลย นี่มัน MMA ชัดๆ เลย จนพอมาถึงตอนหลังๆ แม้แต่หนังบู๊ฮ่องกงบางเรื่องที่ดอนนี่ เยน เล่น ก็ยังเห็นฉากบู๊ที่เห็นพวกท่าทุ่ม ท่ารวบขาเทคดาวน์เลย (ทั้งๆ ที่ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา หนังบู๊ร่วมสมัยของฮ่องกงเป็นตัวสร้างค่านิยมให้คนพากันคิดว่า วิชาต่อสู้=วิชาเตะต่อย อยู่เลย มาถึงวันนี้ หนังบู๊ฮ่องกงต้องเดินตามกระแส MMA ซะแล้ว)
พอถึงจุดหนึ่ง แม้แต่คนในวงการวิชาต่อสู้ซึ่งมีความเกี่ยวพันถึงวงการบันเทิง แล้วก็คนในวงการบันเทิงของฮอลลีวู๊ด ก็ต้องหันมาเรียน BJJ ด้วยเอ้า อย่าง Dan Inosanto ผู้ใช้วิชา Eskrima ของฟิลิปปินส์และยังศึกษาศาสตร์การต่อสู้อีกหลายๆ ศาสตร์รวมถึงจีทคุนโดของบรูซลี และเคยเล่นเรื่อง Game of Death (ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง เกมมังกร) ดวลกับบรูซลี มาแล้ว ตอนหลังก็ยังไปเรียน BJJ จนได้สายดำกับตระกูล Machado เลย บร๊ะเจ้า Chuck Norris ผู้ใช้วิชา “ทังซูโด” (คาราเต้เกาหลี) ที่เคยเล่นหนังกับบรูซลี ในฉากดวลกันที่โคลอสเซียมอันกลายเป็นตำนาน ก็ยังไปเรียน BJJ กับตระกูล Machado จนได้สายดำเช่นกัน (เห็นว่าทุกวันนี้เป็นสายดำสามดั้ง)
พนันกันไหมครับ ถ้าบรูซลีไม่ด่วนตายเสียก่อน ดีไม่ดีอาจมาเรียน BJJ ด้วยก็ได้นะ (ฮา)
เอาจริงๆ ยังมีดาราฮอลลีวู๊ดอีกหลายคนมากๆ ที่ (เขาว่ากันว่า) เรียน BJJ แต่ในความรู้สึกส่วนตัวผม ไม่มีคนไหนที่จะแบบ ติดอยู่ในใจ มากเท่ากับ Paul Walker อีกแล้วครับ เขาเป็น BJJ สายน้ำตาล เรียนมาก็น่าจะสิบปีได้แล้ว และมีความมุ่งมั่นอยากจะไปให้ถึงสายดำมากๆ และแพชชั่นตรงนี้ก็ได้เอามาใส่ในหนังเรื่อง Brick Mansion พันธุ์โดด พันธุ์เดือด ซึ่งถึงแม้มันจะเป็นหนังที่แบบว่ามันคือฉบับรีเมคของหนังเรื่อง B13 หนังผาดโผนที่เล่นโดยเดวิด เบล ปรมาจารย์ผู้คิดวิชา Parkour ก็ตาม (ซึ่งก็มักถูกเปรียบเทียบประมาณว่าไม่ดีเท่าต้นฉบับ) สำหรับผม ฉากที่ Paul Walker ตีกับเดวิด เบลแล้วใช้ท่า “สุมิกาเอชิ” พลิกล่างเป็นบนนี่ มันเท่แบบ หาที่เปรียบมิได้ แล้วครับ และมันก็น่าเศร้าที่เขามาด่วนจากไป แล้ว Ricardo Miller ที่เป็นครูสอน BJJ ก็เลยให้ “สายดำ” แบบเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ตาย (posthumous) แก่ Paul Walker
…เศร้าจัง…
แต่ไม่มีหนังบู๊เรื่องไหนที่จะออกตัวว่าเอา “ยูยิตสู” มาใส่ในฉากบู๊แบบใส่เต็มข้อเท่ากับ John Wick อีกแล้ว แน่นอน ผมดูหมดแหละสี่ภาค (ฮา)
ป๋าคีอานู กำลังหัดทำ “อาร์มบาร์” (ที่มา Pinterest)
เป็นอันว่า BJJ นี่แหละ ที่กลายเป็นว่า ฮิตมากในอเมริกา และได้ส่งต่อความฮิตตรงนี้ ไปถึงยุโรป ตะวันออกกลาง เรื่อยไปจนถึงเอเชียตะวันออก เลยทีเดียว และการที่มันฮิตขนาดนั้น ก็เพราะว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็เกิดความเข้าใจในหมู่คนทั่วไปว่า BJJ ไม่ใช่แค่กีฬาหรือวิชาต่อสู้ แต่มันเป็นอะไรได้มากกว่านั้น เป็นฟิตเนส เป็นเครื่องบำบัดปัญหาทางใจ เป็นการเข้าสังคม เป็นอะไรที่ตอบโจทย์คนมาฝึกได้ไม่ว่าจะเก่งมาจากไหน หรือไม่เก่งมาจากไหนเลย จะอ้วน เตี้ย เนิร์ด หรือแก่ เมื่อเข้ามาตรงนี้ แล้วรับการฝึกได้ คุณก็จะได้สัมผัสกับชีวิตที่ดีขึ้น ร่างกายและจิตใจที่แคล่วคล่องขึ้น เพราะ BJJ มีรูปแบบการเรียนที่ยืดหยุ่นตามแต่ละคน เล่นยูโดหรือมวยปล้ำมาก่อนก็หัดเกมยืนได้ เสริมเกมนอนเข้าไป ใครไม่เคยเรียนอะไรมาเลยก็เรียนท่านอนไปก่อน ค่อยๆ ไป ถึงได้มีคำว่า Jiu-jitsu is for everyone ซึ่ง ถ้าพูดกันตรงๆ เลย มันคือ “คุณค่า” หรือ “มูลค่า” ที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังเพื่อขยายฐานคนเรียน มองดูแล้ว ก็ไม่ต่างจากตอนที่ท่านปรมาจารย์ คาโน่ จิโกโร่ ได้ตั้งสำนักโคโดคันยูโดขึ้นมา แล้วทำให้มันแพร่หลายในฐานะที่เป็น “พลศึกษา” นี่แหละครับ แต่การคลี่คลายของ BJJ นั้น มันเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของยุคสมัยยิ่งกว่า ตอบโจทย์คนสมัยนี้ที่อาจจะต้องเจอความเครียด ซึมเศร้า การถูกกลั่นแกล้ง ฯลฯ กันทุกเพศทุกวัย อยากจะแสวงหาสิ่งที่จะปลดปล่อยจิตใจ ทำกายใจให้แข็งแรงแคล่วคล่องขึ้นเพื่อจะได้สู้กับชีวิตได้ (ในขณะที่เมื่อยูโดเดินหน้าสู่การเป็นกีฬาเพื่อการแข่งขัน มันก็กลายเป็นการจำกัดคนที่จะเรียนได้ละว่าต้อง ยังหนุ่มสาวและร่างกายแข็งแรง) พอแนวทางของ BJJ ในอเมริกามันเดินมาทางนี้ มันจึงกลายเป็นกีฬาต่อสู้ที่ดึงดูดคนให้มาเรียนได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ การจัดการแข่งขันอะไรต่างๆ ก็มีการตอบโจทย์พวกนี้ไปด้วย อายุสี่สิบกว่าห้าสิบกว่าก็ยังแข่งได้
Jiu-jitsu is for everyone เมื่อมาถึงจุดนี้ ในอเมริกา ไม่ว่าใครๆ ก็เรียนได้และอยากจะเข้ามาทางนี้จริงๆ ขนาดอีตามาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ยังมาเล่น เล่นแบบเอาจริงด้วยนะไปแข่งด้วยนะ เอากับพ่อสิ เฮ้ย ได้สายน้ำเงินแล้วนะทำเป็นเล่นไป 555 (ที่มา reddit)

ครับ ในที่สุด การเดินทางของ “ประวัติศาสตร์ของยูยิตสู” จากยูยิตสูโบราณมาจนถึง BJJ ก็จบลงที่ยุคปัจจุบันแล้วครับ ณ ปี พ.ศ. 2567 ที่มันแพร่มาถึงเชียงใหม่จนมียิม BJJ ตั้งสี่ยิม! โอ้เย่ ก็คงจะต้องจบ “เนื้อหาหลัก” แต่เพียงเท่านั้น แต่ แต่ เรายังมี “เชิงอรรถ” อยู่ครับ (เอาจริงดิ) ซึ่งจะเป็นเชิงอรรถที่ผมนี่แหละไปค้นคว้าหาข้อมูลมาเขียนบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านได้บันเทิงกันต่อ พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie (7) ความตกต่ำของวิชาสายคว้าจับ (grappling) ในแง่การให้ราคาของสังคม
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie (6) คิมูระ มาซาฮิโกะ ยอดยูโดผู้หักแขน Helio Gracie มาแล้ว!
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie (5) มาเอดะ มิตสึโยะ Conde Koma ผู้สอนวิชา “ยูยิตสู” ให้คนตระกูลเกรซี่!
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie (4) ยูยิตสูสำนักฟุเซ็น จ้าวแห่งท่านอนที่ถูกโคโดคัน “เทคโอเวอร์”
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie (3) เมื่อ “โคโดคันยูโด” ผงาดฟ้า
#ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie (8) การฟื้นคืนชีพของวิชาสายคว้าจับ (grappling) ในสายตาของสังคม


