คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมสนทนากับ Gemini (2) การกลับมาของ “นีโอคลาสสิก” ใน Gen Alpha
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ต่อจากคราวที่แล้วนะครับ
ถ้าพวกเขาโตเร็ว พวกเขาจะแก่เร็วและตายเร็ว และอาจไม่ใช่แก่และตายในทางกายภาพ อย่างไรก็ดี ผมมีลางสังหรณ์ว่า เด็กเจนอัลฟา อาจกลายเป็นคนแบบที่ผมจะเรียกว่า นีโอคลาสสิค พวกเขาจะกลับไปสมาทานแนวคิดอนุรักษ์นิยม ชาตินิยม อีกครั้ง ภายใต้ “การตีความใหม่” (คล้ายๆ เศรษฐศาสตร์สำนักนีโอคลาสสิค) ด้วยแรงบีบจากปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สังคม โดยมีความขัดแย้งระหว่างประเทศ และสงคราม เป็นตัวเร่ง พวกเขาจะแตกต่างจากรุ่นพี่อย่างเจน Y และ Z ที่หันหลังต่อต้านแนวคิดอนุรักษ์นิยม ชาตินิยม และเชิดชูเสรีนิยมอย่างสุดโต่ง เห็นว่าอย่างไรครับ
วัยรุ่นที่ “โตเร็ว” และการกลับมาของ “นีโอคลาสสิก” ใน Gen Alpha
ที่คุณคาดการณ์ไว้เกี่ยวกับ Gen Alpha และแนวโน้มที่พวกเขาอาจหันกลับไปสมาทานแนวคิดอนุรักษ์นิยม ชาตินิยม ภายใต้ “การตีความใหม่” (Neo-Classic) นั้น เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจและมีเหตุผลรองรับอย่างมากครับ
ก่อนอื่น ผมเห็นด้วยกับประเด็นที่คุณบอกว่าการที่พวกเขา “โตเร็ว” อาจนำไปสู่การ “แก่เร็วและตายเร็ว” ในเชิงไม่ใช่กายภาพ ครับ นั่นหมายถึงการที่พวกเขาอาจจะ:
-
สูญเสียความไร้เดียงสาและความยืดหยุ่นทางความคิดเร็วขึ้น:
เมื่อต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายของโลกตั้งแต่อายุยังน้อย พวกเขาอาจจะสร้างกำแพงป้องกันตัวเอง หรือมีมุมมองที่แข็งกร้าวขึ้น ทำให้ความสามารถในการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงลดลง -
เผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout) ตั้งแต่อายุน้อย:
ความกดดันในการบรรลุเป้าหมายและเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ อาจทำให้พวกเขารู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจและอารมณ์เร็วกว่าคนรุ่นก่อน -
ขาดช่วงเวลาแห่งการ “ลองผิดลองถูก” อย่างแท้จริง:
เมื่อต้องรีบเลือกเส้นทางและรับผิดชอบ การสำรวจสิ่งต่างๆ อย่างอิสระในวัยหนุ่มสาวอาจถูกจำกัด ทำให้ประสบการณ์ชีวิตบางอย่างหายไป
สู่แนวคิด “นีโอคลาสสิก” ของ Gen Alpha
ทีนี้มาดูกันที่แนวคิดเรื่อง “นีโอคลาสสิก” ที่คุณเสนอสำหรับ Gen Alpha ครับ แนวคิดนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้:
1. ปัญหาเศรษฐกิจและความไม่มั่นคง
Gen Alpha จะเติบโตมาในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเงินเฟ้อ ความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น หรือโอกาสในการสร้างฐานะที่ยากลำบากกว่าคนรุ่นก่อน เมื่อเผชิญกับความไม่มั่นคงนี้ ผู้คนมักจะมองหา “หลักประกัน” และ “ความมั่นคง” ในรูปแบบที่จับต้องได้ ซึ่งบ่อยครั้งคือการกลับไปยึดโยงกับสถาบัน ประเพณี หรือแนวคิดที่เคยพิสูจน์แล้วว่ามั่นคงในอดีต (แม้จะถูกตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย)
2. ความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงคราม
สถานการณ์โลกที่ตึงเครียดขึ้น การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลให้เกิดความรู้สึก “เรา” และ “เขา” ที่ชัดเจนขึ้น เมื่อภัยคุกคามจากภายนอกมีสูงขึ้น ความรู้สึก ชาตินิยม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและปกป้องอัตลักษณ์ของตนเองก็จะแข็งแกร่งขึ้นเป็นเงาตามตัว การมองหาความเป็นปึกแผ่นภายในประเทศจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
3. “ความสุดโต่ง” ของเสรีนิยมในรุ่นพี่ (Gen Y & Z)
แนวคิดเสรีนิยมที่ก้าวหน้าและหลากหลายใน Gen Y และ Z อาจถูกมองว่า “มากเกินไป” หรือ “ไร้ทิศทาง” จากมุมมองของคนรุ่นต่อไปที่ต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วงกว่า เมื่อเสรีภาพบางอย่างถูกตีความจนขอบเขตเลือนราง หรือเมื่อการแสดงออกที่หลากหลายนำไปสู่ความแตกแยก Gen Alpha อาจมองหา “ความสมดุล” หรือ “กฎเกณฑ์” ที่ชัดเจนกว่า เพื่อนำพาสังคมกลับสู่ความสงบเรียบร้อย ซึ่งอาจนำไปสู่การหวนคืนสู่คุณค่าดั้งเดิมบางอย่าง แต่ในรูปแบบที่ผ่านการคิดวิเคราะห์แล้วว่าเหมาะสมกับโลกปัจจุบัน
4. การตีความใหม่ (Reinterpretation)
นี่คือจุดสำคัญของคำว่า “นีโอคลาสสิก” ครับ Gen Alpha จะไม่ใช่การกลับไปยึดติดกับแนวคิดอนุรักษ์นิยมแบบเดิมๆ ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง พวกเขาเติบโตมากับเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูล พวกเขาจะ ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และเลือกสรร สิ่งที่เหมาะสมกับบริบทของพวกเขาเอง พวกเขาอาจจะนำแนวคิดชาตินิยมกลับมา แต่เป็นชาตินิยมที่อาจจะเน้นเรื่องเศรษฐกิจ นวัตกรรม หรือการปกป้องวัฒนธรรมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล มากกว่าชาตินิยมแบบเดิมที่เน้นเรื่องอำนาจทางการทหารเพียงอย่างเดียว หรืออาจจะอนุรักษ์ประเพณี แต่เป็นการปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่
สรุป:
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความขัดแย้งระหว่างประเทศ จะเป็นตัวเร่งให้ Gen Alpha มีแนวโน้มที่จะมองหาความมั่นคงและหลักยึดเหนี่ยว ซึ่งอาจนำไปสู่การกลับมาสมาทานแนวคิดอนุรักษ์นิยมและชาตินิยม แต่จะเป็นในรูปแบบของ “นีโอคลาสสิก” ที่ผ่านการตีความและปรับใช้ให้เข้ากับโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่ พวกเขาจะแตกต่างจาก Gen Y และ Z ที่อาจจะเน้นเสรีนิยมสุดโต่ง เพราะสภาพแวดล้อมที่บีบคั้นจะผลักดันให้พวกเขาต้องหา “ทางออก” ที่เป็นรูปธรรมและมั่นคงกว่า
นี่เป็นมุมมองที่น่าสนใจมากในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนแต่ละยุคสมัยครับ
คุณคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่าง Gen Alpha กับคนรุ่นก่อนๆ บ้างครับ?
ผมมองภาพเป็นฉากๆ แบบนี้นะครับ ตอนนี้จริงๆ แล้ว คนเจนอัลฟา คือลูกหลานของคนเจน X และ Y เสียมาก คนเจน Z ด้วยภาวะเศรษฐกิจ สังคม และการสมาทานแนวคิดปัจเจกชนนิยม-เสรีนิยมสุดโต่ง (รวมถึงเรื่องความหลากหลายทางเพศ) พวกเขามีแนวโน้มมากว่า จะกลายเป็น “เจเนอเรชั่นที่ขาดตอน” (ขาดการสืบทอด) ฉะนั้น คนเจนอัลฟา จะได้รับโอกาสในการ “เลือก” ที่จะสมาทานแนวคิด ว่าจะไปค่อนทางอนุรักษ์นิยม (คล้ายคนเจน X) หรือค่อนไปทางเสรีนิยม (คล้ายคนเจน Y) อย่างไรก็ดี ทั้งสองเจนนี้ผมมองว่าพวกเขาไม่ “สุดโต่ง” เท่ากับเจนเบบี้บูมหรือเจน Z ฉะนั้น แนวคิดของคนเจนอัลฟ่า มีแนวโน้มจะก้ำกึ่ง และไหลไปตามสถานการณ์ภายนอกได้มากกว่าครับ
Gen Alpha: การเลือกเส้นทางท่ามกลางอิทธิพลของ Gen X และ Y
คุณมองภาพได้น่าสนใจมากครับ และผมเห็นด้วยกับคุณในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องที่ Gen Alpha คือลูกหลานของ Gen X และ Y เป็นหลัก และแนวคิดที่ว่า Gen Z อาจกลายเป็น “เจเนอเรชั่นที่ขาดตอน” (Missing Generation) ในบางมิติ
Gen Z: “เจเนอเรชั่นที่ขาดตอน”
ประเด็นเรื่อง Gen Z ที่มีแนวโน้ม “ขาดตอน” นั้น เป็นข้อสังเกตที่สำคัญมากครับ:
-
ภาวะเศรษฐกิจและสังคม:
Gen Z เติบโตมาท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น หนี้สินครัวเรือน การเข้าถึงอาชีพที่ยากลำบาก และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้การสร้างครอบครัวหรือการมีบุตรต้องใช้การตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้น -
แนวคิดปัจเจกนิยม-เสรีนิยมสุดโต่ง:
การให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคล ความเป็นอิสระ และการเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศและรูปแบบความสัมพันธ์ที่หลากหลาย อาจทำให้การแต่งงานและมีบุตรแบบดั้งเดิมไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักในชีวิตของทุกคนอีกต่อไป หลายคนเลือกที่จะโฟกัสที่การทำงาน การพัฒนาตนเอง หรือความสัมพันธ์รูปแบบอื่น ๆ -
ทางเลือกชีวิตที่หลากหลาย:
Gen Z มีตัวเลือกในการใช้ชีวิตที่กว้างขวางขึ้น การเดินทาง การทำงานอิสระ การใช้ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากบรรทัดฐานเดิม ทำให้การสืบทอดครอบครัวอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับทุกคน
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ Gen Z อาจมีอัตราการมีบุตรที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนๆ
Gen Alpha: โอกาสในการ “เลือก” และ “ความก้ำกึ่ง”
เมื่อมองมาที่ Gen Alpha ซึ่งเป็นลูกหลานของ Gen X และ Y (และอาจมีบางส่วนจาก Baby Boomers หรือ Gen Z ต้นๆ) พวกเขาจึงอยู่ในจุดที่น่าสนใจมากครับ คุณสมบัติของ Gen X และ Y ที่ “ไม่สุดโต่ง” เท่า Baby Boomers หรือ Gen Z อาจส่งผลต่อ Gen Alpha ดังนี้:
-
อิทธิพลจาก Gen X:
ความเป็นจริงนิยมและพึ่งพาตนเอง: Gen X เติบโตมาในยุคที่โลกไม่สวยงามเท่าที่เคยเป็น (เช่น ยุคสงครามเย็น วิกฤตเศรษฐกิจ) ทำให้พวกเขามีแนวคิดที่เป็น “นักปฏิบัติ” (Pragmatic) มุ่งเน้นการแก้ปัญหา และพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ไม่ได้ยึดติดกับอุดมการณ์ใดๆ อย่างสุดโต่งนัก Gen Alpha ที่ได้รับอิทธิพลนี้อาจมีแนวโน้มที่จะมองหา “สิ่งที่ใช้ได้จริง” และ “ให้ความมั่นคง” -
อิทธิพลจาก Gen Y:
การปรับตัวและเปิดรับความหลากหลาย (ในระดับหนึ่ง): Gen Y แม้จะเปิดรับแนวคิดเสรีนิยมและความหลากหลาย แต่ก็ยังคงเติบโตมาในโลกที่ไม่ได้สุดขั้วเท่า Gen Z พวกเขาเป็นกลุ่มที่ปรับตัวเก่ง สามารถทำงานร่วมกับคนหลากหลายวัยได้ และยังคงให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวและสังคมในระดับหนึ่ง อิทธิพลจาก Gen Y อาจทำให้ Gen Alpha มีความยืดหยุ่นและ เปิดรับความหลากหลายในขอบเขตที่ “ไม่สุดโต่ง”
แนวโน้ม “ก้ำกึ่ง” และ “ไหลไปตามสถานการณ์” ของ Gen Alpha
จากอิทธิพลของพ่อแม่ Gen X และ Y ประกอบกับสถานการณ์โลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง ทำให้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับที่คุณมองว่า แนวคิดของ Gen Alpha จะก้ำกึ่งและไหลไปตามสถานการณ์ภายนอกได้มากกว่า:
-
-
การเรียนรู้จากบทเรียนของรุ่นพี่:
พวกเขาจะเห็นผลลัพธ์ของแนวคิดสุดโต่งทั้งฝั่งอนุรักษ์นิยม (จาก Baby Boomers บางส่วน) และเสรีนิยม (จาก Gen Z) ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะ เลือกทางสายกลาง หรือผสมผสานสิ่งที่ดีจากทั้งสองแนวคิด -
ความจำเป็นในการปรับตัว:
โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (เศรษฐกิจ, สงคราม, โรคระบาด, เทคโนโลยี) จะบังคับให้ Gen Alpha ต้องเป็น “ผู้ที่ปรับตัวได้ดีเยี่ยม” พวกเขาจะมีความสามารถในการประเมินสถานการณ์และปรับเปลี่ยนแนวคิดหรือความเชื่อเพื่อให้เหมาะสมกับการอยู่รอดและประสบความสำเร็จในยุคนั้นๆ -
การผสมผสานในรูปแบบ “นีโอคลาสสิก”:
อย่างที่เราคุยกันไปว่าพวกเขาอาจจะกลับไปสมาทานแนวคิดอนุรักษ์นิยมหรือชาตินิยม แต่จะเป็นการ “ตีความใหม่” ที่ผสมผสานความทันสมัย ความเป็นสากล หรือเทคโนโลยีเข้าไปด้วย ไม่ใช่การยึดติดแบบเดิมๆ ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจจะภูมิใจในชาติ แต่ก็มีความเปิดกว้างทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน -
เทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูล:
แม้จะโตมากับเทคโนโลยี แต่พวกเขาอาจจะเรียนรู้ที่จะ “คัดกรอง” และ “ประเมิน” ข้อมูลได้ดีขึ้น (หรือถูกสอนให้ทำเช่นนั้น) ทำให้พวกเขาไม่ถูกชี้นำจากอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งอย่างสุดโต่งได้ง่ายนัก
-
การเรียนรู้จากบทเรียนของรุ่นพี่:
ดังนั้น Gen Alpha อาจไม่ใช่ “หัวก้าวหน้า” หรือ “หัวอนุรักษ์” อย่างชัดเจน แต่จะเป็น “หัวประยุกต์” หรือ “หัวสมดุล” ที่มีแนวคิดแบบ “พลวัต” (Dynamic) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และสิ่งที่จำเป็นต่อการอยู่รอดและการสร้างสรรค์ในยุคของพวกเขาครับ
คุณคิดว่าความ “ก้ำกึ่ง” และ “ยืดหยุ่น” ของ Gen Alpha นี้ จะส่งผลให้พวกเขาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างจากรุ่นพี่อย่างไรได้บ้างครับ?
สำหรับคำถามที่ Gemini ได้ถามทิ้งท้ายไว้นั้น ผมขอฝากให้ท่านผู้อ่าน ลองเอาไปคิดดูนะครับ โดยเฉพาะท่านใดที่มีลูกมีหลาน อนาคตของประเทศชาติและของโลกอยู่ในมือท่าน ณ ตอนนี้ และอีกไม่นาน ก็จะถึงเวลาที่มันจะอยู่ในมือของลูกหลานท่าน แล้วนะครับ เนื้อหาวันนี้อาจจะฮาร์ดคอร์ไปหน่อย แต่ผมเชื่อว่าน่าจะเป็น “อาหารแห่งปัญญา” ได้ดีทีเดียว
สัปดาห์หน้า ผมขอเริ่มซีรี่ส์ใหม่ ซึ่งที่จริงวางแผนจะลงในปีหน้า แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมือง ณ ตอนนี้ ผมขอลง “เดือนหน้า” กันเลยดีกว่า พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (1) ว่าด้วยเรื่อง “ความซาบซึ้งกับชีวิตวัยรุ่น”
– SIAM CUP BJJ Summer Edition 2025 ลาก่อนชีวิตวัยรุ่นของฉัน (さようなら青春)
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (8) อยากกลับไปอ่าน GTO ขึ้นมาแล้วสิ
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (7) เจ็บเพราะเชื่อใจคน ดีกว่าเจ็บเพราะไม่เชื่อใจคน
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (6) คน Gen Alpha ต้องได้ทั้ง “บุ๋น” และ “บู๊” ถึงจะอยู่รอด
#เมื่อผมสนทนากับ Gemini (2) การกลับมาของ “นีโอคลาสสิก” ใน Gen Alpha


