วิชายุทธ วิถีเซน by Lordofwar Nick
ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (13) ลูกแก้วที่ขัดดีแล้ว
ครับผม เราก็มาอ่านต่อกันนะครับ
ข้อความต้นฉบับ
一 不覓放心、心要放。不覓放心と云は、孟子の云たる事なり。はなれたる心を尋求て我身へ歸へせといふ心也。 たとへば犬猫鶏もはなれて余所へ行ば尋て我家へ歸すに、心は人の身の主なるを、悪しき道へ行て心が止るを、何とて尋求て我身へかへさぬぞといふなり。 又邵康節といふ者は、心要以放事と云。はらりと替りたる義也。
๑ ปล่อยจิตไม่แสวง จิตต้องปล่อย ที่เรียกว่า ปล่อยจิตไม่แสวงนั้น เป็นคำกล่าวของเม่งจี๊อ หมายถึงจิตที่เรียกว่า ถามหาจิตที่พลัดออกไป กลับมาที่กายตน เป็นต้นว่าแม้หมาแมวไก่ หากมันพลัดไปยังที่อื่น ก็ยังเอามันกลับมาที่บ้านตน จิตนั้น เป็นนายของกายตน หากไปในทางชั่ว จิตหยุด ไยไม่ถามหา เอามันกลับมาที่กายตนเล่า อีกทั้ง บุคคลที่ชื่อเชาคังเจี๋ย (邵康節) นั้น ยังกล่าวว่า จิตนั้นต้องปล่อย ซึ่งมีความหมายกลับกันเลย
此心持は、心をとらへつめて置ては、繋れ猫の様にて身がはたらかれぬぞ。物に心をとられず、物に心のしまぬ様によくつかひなして、心を捨て置て、 何國なりともおつぱなせといふ義也。初心稽古の所作に心が止り、敵に心をとらるるに依てたとへにいふた義也。至り至ては心捨ねば用に立ぬ也。蓮の泥にしまぬ物なれば、泥に有ても清し。磨きたる水晶の玉は泥へ入てもしまぬ様に心をなして、行度所へやれ。心を引しめて置は初心の時の事也。 稽古の時は、孟子の心持なり。至極の時のこころは 邵康節が心持なり。
การถือจิตนี้นั้น หากยึดกุมจิตเอาไว้ เหมือนแมวที่ถูกล่ามไว้ กายทำงานไม่ได้ หมายความว่า จงใช้บ่อยๆ ให้ชำนาญ ให้จิตไม่ถูกจับไว้ที่สิ่งไหน จิดไม่ย้อมด้วยสิ่งใด ทิ้งจิตเอาไว้ แม้จะเป็นดินแดนแคว้นใดจงปล่อยมันไปเสีย ในการฝึกของผู้เริ่มต้นใหม่ ใจนั้นหยุด เนื่องเพราะถูกศัตรูยึดกุมจิต นี้กล่าวเป็นตัวอย่างไว้ ที่สุดของที่สุดแล้ว หากไม่ทิ้งจิตก็ไม่มีประโยชน์ หากเป็นอย่างดอกบัวที่ไม่ย้อมโคลนล่ะก็ แม้มีโคลนก็ยังบริสุทธิ์สะอาด จงทำใจให้เป็นดั่งลูกแก้วที่ขัดดีแล้ว แม้ลงไปในโคลนก็ไม่ย้อม จงทำไปให้ถึงที่แห่งการไปถึง การดึงกระชับจิตไว้นั้น เป็นเรื่องของตอนที่เริ่มต้นใหม่ ยามฝึกหัดนั้น ให้ถือจิตเม่งจื้อ ยามเมื่อถึงที่สุดแล้ว ให้ถือจิตเชาคังเจี๋ย
การตีความและอภิปราย
ก่อนอื่นมารู้จักกับ “เม่งจื้อ” และ “เชาคังเจี๋ย” ก่อนนะครับ
พูดแบบคร่าวๆ สุด เม่งจื๊อเป็นลูกศิษย์ของขงจื๊อ แต่ทว่าเม่งจื๊อก็มีแนวคิดทางปรัชญาในแบบของตนเองซึ่งทำให้แตกต่างไปจากขงจื๊อ กล่าวคือ คนเรานั้นโดยธรรมชาติเดิมทีนั้นดี (ไม่ได้เลว) แต่ที่เลวเพราะเจอกับสภาพแวดล้อมที่เลว ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างเสริมเติมความเป็นคนดีให้กับมนุษย์ได้ (แนวคิดตรงนี้มีอิทธิพลมาถึงแนวทางการฝึกศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น ขนาดที่ว่า การที่มาเรียนศิลปะการต่อสู้ จะยูโดหรือดาบก็ดี ล้วนมีเป้าหมายสูงสุดคือการขัดเกลาตน ทำตัวเองให้ “เป็นคนที่ดีขึ้น”)
ถ้าเทียบยุคสมัยกันแล้ว เชาคังเจี๋ยถือว่าเป็นปราชญ๋ในสายขงจื๊อใหม่ที่แบบ รุ่นหลังมากๆๆ เพราะเป็นคนสมัยราชวงศ์ซ่ง (ส่วนเม่งจื๊อนั้นเป็นคนยุคจ้านกว๋อ)
ไม่ว่าเม่งจื๊อจะว่าอย่างไร หรือเชาคังเจี๋ยจะว่าอย่างไร ก็ขอให้ระลึกไว้ว่า มันเป็นปรัชญาที่ยังนับว่าเป็นการ “มองเห็นความจริงเพียงส่วนเสี้ยว” สิ่งใดที่เป็นเพียงส่วนเสี้ยว แม้จะนับว่าจริง ก็ไม่ใช่จริงทั้งหมด (จริงทุกกรณี ทุกเวลาหรือสถานที่)
หากเรามองสิ่งต่างๆ ในโลกด้วยมุมมองแบบพุทธศาสนา มันจะไม่มีอะไรที่ “จริงเสมอ” ในทุกกรณี มันจริงหรือไม่จริง ควรหรือไม่ควร นั้น ย่อมแปรไปตามเวลา ตามสถานที่ ตามสถานการณ์
ในจุดนี้ พุทธศาสนาสามารถนำมาอธิบายสภาวะจิตและขีดขั้นของการฝึกจิตให้เป็นฌานได้อย่างครอบคลุม
วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา
ขั้นแรกสตาร์ทมา ต้องมี วิตก (ความตรึก) ก่อน “ตามหาหมาแมว” มีวิจาร (ความตรอง) เรารู้แล้ว หมาแมวอยู่ไหน ก็ให้รู้ไว้ แต่อย่าไปล่ามมันจนอีดอัด ก็ให้มันไป เราก็คอยดูมันไปซิ พอเรา อ่ะ เห็นแล้ว หมาแมวอยู่ไหน มันเดินไปถึงไหน ใจเราก็ ชุ่มชื่น ยินดี มีปิติ (อิ่มใจ) พอมีปิติ ใจมันก็ผ่องใสละ เหมือนบัวที่ไม่เปื้อนตม ตอนแรกๆ ก็อาจจะอารมณ์ใจฟูนิดนึง คนมันดีใจน่ะ ทำได้ในสิ่งที่ไม่เคยทำได้ พอไปสักพักก็จะไม่ฟูละ จะเริ่มนิ่ง อยู่ตัว มีสุข แล้วก็ให้มันไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งจิตก็จะเป็นหนึ่ง เอกัคคตา
ตอนนี้ผมรู้สึกอิ่มใจ ดีใจที่สามารถอ่านแล้วค้นพบสาระตรงนี้ได้
ผมหวังว่าสาระตรงนี้จะทำให้ผู้อ่านได้อ่านแล้วรู้สึกยินดี ว่าหนทางที่คนเราจะฝึกจิตพัฒนาจิตในยุคสมัยนี้ เป็นสิ่งที่ทำได้จริง
ถ้ามันจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่าน ผมก็จะยินดีมากๆ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (12) วิตกวิจาร
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (11) คำว่าสำรวม
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (10) ตีน้ำเต้าน้อยบนน้ำ
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (9) โอกาสแห่งหินเหล็กไฟ
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (8) ในช่องว่างไม่มีเส้นผม
#ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (13) ลูกแก้วที่ขัดดีแล้ว




