วิชายุทธ วิถีเซน by Lordofwar Nick
ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (12) วิตกวิจาร
สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ก็ มาค่อยๆ อ่านกันต่อนะครับ
ข้อความต้นฉบับ
兵法にあてて云ば、太刀を打つけよ、打手に心なとめそ。 一切打手を忘て打てよ、人を斬れ、人に心ををくなよ。人も空、我打太刀も空と心得、空に心はとめられぬぞ。形ある物には目がとどまりて心が引るぞ。空にはとどまるべき様がなき也。建長開山大覺禪師を大唐の乱にとらへてきらんとする時に、太刀の下より大覺禪師の頌に云く、珍重ス大元三尺剣、電光影ノ裏截(二)春風(一)と云頌を作りたれば、太刀を捨て手を合て拝し去りけり。大覺の心は、人の世に有る程も電光の間なり。又ふり上る太刀の光りとするも電光のごとく其間に何の心も念もないぞ。
หากจะกล่าวถึงพิชัยสงคราม จงตี (ฟาด) ดาบให้แรง จงเอาจิตใส่ในมือที่ตี จงลืมมือที่ตีให้สิ้นแล้วตี จงฟันคน อย่าวางจิตไว้ในคน ให้รู้ไว้ว่า คนก็ว่าง ทะจิที่ตัวเราตีก็ว่าง ไม่หยุดจิตในความว่าง หากตาหยุดตรงที่สิ่งที่มีรูป จิตก็จะรั้ง อย่าได้มีอาการหยุดอยู่ที่ความว่าง พระอาจารย์เซ็นไดคาคุ (大覺禪師) ผู้ก่อตั้งวัดเค็นโจ (建長寺) นั้น ตอนที่จะถูกจับฆ่าในความวุ่นวายของต้าถัง (เมืองจีน) พระอาจารย์เซ็นไดคาคุได้เอ่ยโศลกจากใต้คมดาบ เพียงแต่งโศลกว่า ดาบสามเชียะอันล้ำค่าของต้าหยวน (หมายถึงพวกมองโกล) สะบั้นลมใบไม้ผลิในเงาแสงสายฟ้า (ผู้ที่จะฆ่า) ก็ทิ้งดาบ ประนมมือไหว้แล้วจากไป จิตของ (พระอาจารย์) ไคคาคุ นั้น แม้ที่มีอยู่ในโลกของมนุษย์ก็เป็นชั่วขณะของแสงสายฟ้า แม้แสงของดาบที่เงื้อง่า ก็ไม่มีจิตหรือความนึกคิดใดๆ ในขณะนั้นเลยดั่งแสงสายฟ้า
打人も無心、太刀も無心、吾身も無心、斬人も本来空、打太刀も空、うたるる我も空なれば、打人も人にてもなし、打太刀も太刀にてもなし、うたるる我もわれにてもなし。唯いな光りのする内に、空吹松風を斬たごとく也。一切止らぬこころ也。風をきりたらば太刀におぼへもないぞ。如此に心を忘れきりて万の所作をするを上手の位と云也。
หากแม้คนตีก็ไร้จิต แม้ดาบก็ไร้จิต แม้กายตนก็ไร้จิต แม้คนฟันเดิมทีก็ว่าง แม้ดาบที่ตีก็ว่าง แม้ตัวเราผู้ถูกตีก็ว่าง แม้คนตีก็มิใช่คน แม้ดาบที่ตีก็มิใช่ดาบ แม้ตัวเราที่ถูกตีก็มิใช่ตัวเรา เพียงในขณะฟ้าแลบ เป็นดั่งฟันลมสนที่พัดไปในอากาศเท่านั้น เป็นจิตที่ไม่หยุดเลย หากฟันลมแล้วในดาบย่อมไม่มีความจำได้ ดังนี้จึงลืมจิตเสียสนิท การกระทำทั้งหลายเรียกว่า ที่อันเก่งดี
การตีความและอภิปราย
จงเอาจิตใส่ในมือที่ตี
จงลืมมือที่ตีให้สิ้นแล้วตี
จงฟันคน
อย่าวางจิตไว้ในคน
คำกล่าวเหล่านี้ ท่านผู้อ่านเห็นว่าอย่างไรครับ?
ตัวผม ไม่เห็นอย่างไร นอกจากเห็นว่า ท่านทาคุอัน กำลังพูดถึงเรื่อง “วิตกวิจาร” พูดอีกอย่างคือเรื่องของขีดขั้นของ “ฌาน” ครับ
หากลองเอามาเทียบกับพุทธศาสนาของไทย ขอเริ่มต้นตรงนี้แล้วกัน
“ฌาน” คือการเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่ ในที่นี้ เราเพ่งอารมณ์ไปที่ “การฟันดาบ”
ขั้นแรก ปฐมฌาน ( ฌานที่ 1 ) ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา พูดแบบกำปั้นทุบดินคือ เรายังต้องมีความ “ตรึกนึกกำหนด” และ “ประคองใจ” ไว้ในกรรมฐาน (การฟันดาบ) ของเรา นั่นคือ “เอาจิตใส่ในมือที่ตี”
แต่พอคนเราทำไปจนเคยมือ ฟันจนเคยมือ มั่นใจ เราจึงค่อยๆ ละ ไป ทีละอย่างสองอย่าง วิตก วิจาร ปิติ สุข จนเหลือแต่ เอกัคคตา จิตมีอารมณ์อันเดียว (คืออารมณ์ของการฟันดาบ) นั่นคือ “จงลืมมือที่ตีให้สิ้นแล้วตี”
เมื่อเราเพ่งอารมณ์ไปที่การฟันดาบ (“รูป” ที่กายเราสัมผัสได้) เมื่อจิตสงบถึงจุดหนึ่ง เราก็อาจจะเปลี่ยนมาดูสิ่งที่อยู่ในจิตเราแทน จึงกลายเป็น “จงฟันคน อย่าวางจิตไว้ในคน” ทีนี้จะมาถึงจุดที่จะมาเพ่ง “ความว่าง” (อากาส) มาถึงตรงนี้แล้วจะกลายเป็น “ให้รู้ไว้ว่า คนก็ว่าง ทะจิที่เราตีก็ว่าง ไม่หยุดจิตในความว่าง หากตาหยุดตรงที่สิ่งที่มีรูปนั้น จิตก็จะรั้ง อย่าได้มีอาการหยุดอยู่ที่ความว่าง”
…นี่ พระอาจารย์ทาคุอัน กำลังสอนวิชากรรมฐานสำหรับนักดาบ นั่นคือเอา “ดาบ” เป็น “กรรมฐาน” คือเป็นที่ตั้งของการทำงานของจิต เป็นอุบายให้เกิดสมาธิ…
ทีนี้ ต่อไปขอขยายความเรื่อง พระอาจารย์เซ็นไดคาคุ (大覺禪師) นะครับ
พระอาจารย์เซนไดคาคุ (大覺禪師 ต้าเจว๋ฉานซือ) นั้น เดิมชื่อ หลันซีเต้าหลง (蘭溪道隆) เกิดที่เสฉวน ราวปี ค.ศ. 1213 ในสมัยราชวงศ์ซ่ง พอต่อมา ปี ค.ศ. 1246 ราชวงศ์ซ่งกำลังจะเสียเมืองให้มองโกลอยู่มะรอมมะร่อ พระเซนในเมืองจีนยุคนั้น เลยย้ายไปเผยแผ่ศาสนาที่ญี่ปุ่นกัน ท่านก็ย้ายมาที่ญี่ปุ่นเมื่ออายุได้ 33 ได้ไปอยู่ที่คามาคุระ ก่อตั้งวัดเค็นโจ หลังมรณภาพ พระจักรพรรดิโกอูดะ จึงได้ถวายฉายาว่า พระอาจารย์เซน “ไดคาคุ” (“มหาตื่น” (รู้))
![]()
หลันซีเต้าหลง (蘭溪道隆) (ที่มา wikipedia)
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับโศลกดังกล่าว ผมสืบค้นไปมา ปรากฎว่า จริงๆ แล้วเรื่องเล่าของพระอาจารย์เซนอีกท่านหนึ่งซึ่งเกิดที่เมืองจีนยุคราชวงศ์ซ่งใกล้จะพ่ายมองโกลเหมือนกัน (แล้วก็ย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นเหมือนกัน) อีกรูปหนึ่ง นั่นคือ อู๋เสวียจูหยวน (無學祖元) ผู้ก่อตั้งวัดเอ็นคาคุจิที่คามาคุระ เรื่องมีดังนี้
ปี ค.ศ. 1275 กองทัพหยวน (มองโกล) บุกซ่งใต้ (ซ่งเหนือที่เคยโดนพวกกิมก๊กยึด มองโกลก็ตีเอาได้แล้ว เรื่องนี้ถ้าอยากอ่านให้สนุกสนานได้อารมณ์ ต้องไปอ่าน “มังกรหยก” ภาคก๊วยเจ๋ง 55) พระอู่เสวียหนีไปวัดเหนิงเหรินที่เวินโจว เจอทัพหยวนล้อม ขณะที่กำลังจะถูกฆ่า ก็ได้แต่งโศลกบทหนึ่ง ว่า
乾坤無地卓孤笻
且喜人空法亦空
珍重大元三尺剣
電光影裏斬春風
ฟ้าดินไร้ที่ยืนไม้เท้า
ยินดีที่คนว่าง ธรรมก็ว่าง
ดาบสามเชียะอันล้ำค่าของต้าหยวน
สะบั้นลมใบไม้ผลิในเงาแสงสายฟ้า
พวกมองโกลได้ยินดังนี้ก็ได้แต่ยกมือไหว้แล้วจากไป
พระอู่เสวียจูหยวน หลังมรณภาพ ได้รับฉายา บุคโค (“แสงพุทธะ”)) โคคูชิ (佛光國師 ฝอกวง กว๋อซือ)
วันนี้ก็หวังว่า ท่านผู้อ่านจะได้สาระความรู้กันพอสมควรนะครับ มินิซีรี่ส์นี้จะจบในเดือนหน้านี่แหละครับ อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (11) คำว่าสำรวม
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (10) ตีน้ำเต้าน้อยบนน้ำ
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (9) โอกาสแห่งหินเหล็กไฟ
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (8) ในช่องว่างไม่มีเส้นผม
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (7) หลัก กับ การ
#ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (12) วิตกวิจาร


