คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (2) สู้ดิวะ กัมบัตเต๊ะ (頑張って) !
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้ก็มาลุยกันต่อนะครับ
ในตอนที่แล้ว ที่ผมได้พูดว่า “พลังเทพนั้น อยู่ในตัวเราทุกคน” น่ะ ขอย้ำนะครับว่า…
…มันจะถูกนำเอามาใช้ได้ ก็ต่อเมื่อเราฝึกจิต ไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วจะมีนะครับ…
การที่คนเราจะเอาความสามารถ (หรือจะเรียกว่าศักยภาพหรืออะไรก็ตามแต่) ออกมามาใช้ได้ ก็ต้องฝึกต้องหัด
ไม่ต้องไปดูอื่นไกล แค่ร่างกายของมนุษย์นะ ถ้าเอาแบบ เพียวๆ ติดตัวมาแต่เกิดแล้ว มนุษย์เรานั้น ยังอ่อนแอกว่าหมาหรือลิงซะอีก ลิงมันยังปีนป่ายต้นไม้ได้โดยไม่ต้องหัด แต่กล้ามเนื้อคนธรรมดาถ้าไม่ฝึกเลยก็ทำอย่างลิงไม่ได้ แล้วหมามันก็วิ่งเร็วกว่าคนด้วย ไม่เชื่อก็เอาหินไปปาใส่หมา แล้วลองวิ่งหนีดูสิ 555
แต่ความที่มนุษย์รู้จักคำว่า “ฝึกหัด” จึงมีการฝึกร่างกาย มีการหัดคิดค้นเทคนิค กระบวนท่า ไปจนถึงประดิษฐ์สร้างอาวุธ ฝึกหัดใช้อาวุธ มนุษย์ถึงยึดครองโลกได้ (และอาจจะทำลายโลกได้ด้วยซ้ำ?)
อย่างไรก็ดี การฝึกการหัดอะไรทั้งหลายนั้น มันก็เป็นธรรมดา ที่จะต้องมี อุปสรรค มีเครื่องขวางกั้น แน่นอนว่า ในการฝึกจิต มันก็ต้องมี เครื่องขวางกั้น อยู่เช่นกัน ซึ่งเมื่อขวางจิตแล้ว ก็มักจะขวางกายไปด้วย เพราะกายคนจะไปทางไหน มันก็แล้วแต่จิตจะสั่ง
ไอ้เครื่องกั้นนี่แหละครับ ที่ในพุทธศาสนาเรียกว่า นิวรณ์ ๕ (โกไก 五蓋 แปลตรงตัวว่า “ฝา (ปิด) ทั้งห้า”) มีดังนี้ (ขอยกตัวอย่างจากชีวิตจริงด้วย 55)
๑. กามฉันทะ (โยคุไอ 欲愛) ความติดใจในกามคุณ (ขี้เกียจว่ะ อยากนอนเตียงสบายๆ ไม่อยากไปซ้อม 555)
๒. พยาบาท (ชินนิ 瞋恚) ความคุมแค้น (อารมณ์เสียว่ะ หงุดหงิดโว้ย ไม่มีอารมณ์ซ้อม)
๓. ถีนมิทธะ (โคจิน 惛沈) ความท้อใจ ซึมเซา (ท้อว่ะ ฝึกไปทำไมยังกาก)
๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ (โจเกะ 掉挙) ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ (กูต้องฝึกไปอีกกี่ปีวะเนี่ยแม่ง แม่ง แล้วก็คิดนั่นโน่นนี่เยอะแยะ กลัวว่ะไม่อยากไปแข่ง ฯลฯ)
๕. วิจิกิจฉา (กิ 疑) ความลังเลสงสัย (ฝึกแบบนี้เล่นแนวนี้มันดีแล้วเหรอวะ หรือจะเปลี่ยนแนวดี ไปจนถึง กูจะเลิกเล่นดีมั๊ยวะ?)
ยกตัวอย่างแบบนี้ ท่านผู้อ่านคงพอนึกภาพออกนะครับ
ข่าวดีก็คือ นิวรณ์เหล่านี้ สามารถใช้ องค์ฌาน ๕ เพื่อ “หักล้าง” นิวรณ์ ๕ ได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
๑. วิตก–ความคิด เป็นปฏิปักษ์กับ ถีนมิทธะ บอกตัวเอง “สู้ดิวะ” อย่าท้อ ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นจึงมีคำที่เอาไว้ปลุก “วิตก” ตัวนี้ อย่างเช่น กัมบัตเตะเนะ 頑張ってね ดูจากอักษร 頑 กัน มันคือ ดื้อดึง 張る ฮารุ มันคือ ยืดออก กางออก อย่า “หด” หู่ จง “กาง” ออก อีกคำหนึ่งก็ เกนคิ ดาชิเตะ 元気出して “เอาความแข็งแรง (พลังฮึดสู้) ออกมา” อากิราเมะไนเดะ あきらめないで “อย่ายอมแพ้ อย่าถอดใจสิ”
๒. วิจาร–ความอ่าน เป็นปฏิปักษ์กับ วิจิกิจฉา ครวญคิดพินิจให้ดีสิ ที่เรามาฝึกตรงนี้ เพราะเชื่อว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเราเองไม่ใช่เหรอ ต่อให้เล่นแล้วฝีมือกาก แต่อย่างเลวสุดก็ได้ความฟิตนะโว้ย ดูสิ อายุปูนนี้แล้ว ยังรักษาความเข้มแข็งของกายใจไว้ได้ ไม่ปล่อยไหลให้ย้วย ลงพุง แล้วมีเหตุผลอะไรจะเลิกฝึก? ถึงจะทำอะไรบางอย่างที่คนหนุ่มกว่าเขาทำได้ แต่เราทำไม่ได้ แต่มันก็ยังมีอะไรที่เราทำได้ ไม่ใช่เหรอ? เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วความลังเลก็จะหมดไป
๓. ปีติ–ความชุ่มชื่น เป็นปฏิปักษ์กับ พยาปาทะ อันนี้ ไม่มีไรมาก บางทีคนเราก็นะ ชีวิต พกอารมณ์บ่จอยไว้เยอะ น้ำมันแพง ค่าแรงถูก ฯลฯ แต่พอได้ลงเบาะ ได้เล่น มันก็สนุกสนาน ได้ปลดปล่อยแล้ว ได้เห็นตัวเองทำอะไรได้ในสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ (หรือเคยทำไม่ได้) แล้ว มันก็เบิกบานใจ
๔. สุข–ความสบาย เป็นปฏิปักษ์กับ อุทธัจจกุกกุจจะ คนเรา เมื่อมันสู้จนผ่านวันนี้ไปได้อีกแล้ว (ทุกครั้ง) กับชีวิตบนเบาะ พอเลิกคลาส เข้าแถว จับมือ เมื่อความเบิกบานใจผ่านไปแล้ว สิ่งที่ยังอยู่ก็คือ ความรู้สึกสบายใจ โล่งใจ สิ่งใดๆ ที่เคยมานั่งกลุ้ม ก็ไม่ต้องไปใส่ใจมันอีก โอเค วันนี้กูก็รอดชีวิตอีกวันละ 555 เอาจริงๆ นะ ผมคิดงี้จริงๆ
๕. เอกัคคตา–ความเป็นหนึ่ง เป็นปฏิปักษ์กับ กามฉันทะ ยินดีด้วย มาถึงจุดนี้ คุณเอาชนะความเกียจคร้านรักสบาย (และเอาชนะนิวรณ์อื่นๆ ตามรายทางมาจนถึงจุดนี้) ของตัวเองได้แล้ว คุณได้สัมผัสแล้วซึ่งชั่วขณะของ “การเป็นนายเหนือตัวเอง”
ทุกอย่างเริ่มต้นจากการที่เราต้อง ปลุกปลอบใจตัวเองให้ “สู้” ก่อนครับ ถ้าใจเราบอกตัวเองว่า “สู้” แล้ว จะเอาชนะอุปสรรค เครื่องขวางกั้น ที่อยู่ในใจตนเองได้
การที่คนญี่ปุ่นมีแนวคิด “สู้ดิวะ” ในวัฒนธรรมนี่แหละครับ ที่ผลักดันให้ชนชาติเขามีความเจริญก้าวหน้าได้
และสิ่งนี้มันก็ไปด้วยกันได้กับวิถีของนักรบเสียด้วย
แม้ในคติของการอบรมจิตใจเด็กญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน เขายังต้องมีสามคำเลยว่า ยูโจ 友情 “มิตรภาพ” โชริ 勝利 “ชัยชนะ” โดะเรียวคุ 努力 “ความพยายาม” เลย “ต้องสู้ ต้องสู้ จึงจะชนะ” เลย แล้วก็นะ ถูกจับไปล้อเลียนเป็นสามคาแรกเตอร์ในการ์ตูน “ลักกี้แมน” เลยครับ 5555

จากซ้ายไปขวา โดเรียคุแมน ซูเปอร์สตาร์แมน ลัคกี้แมน โชริแมน ยูโจแมน จ้า (ที่มา)
https://detail.chiebukuro.yahoo.co.jp/qa/question_detail/q11227221581
นั่นแหละครับ พูดมาเสียยาว มาสรุปตรงที่ว่า คนเราต้องบอกตัวเองว่า “สู้ดิวะ” ก่อน แล้วสิ่งอื่นๆ จะค่อยตามมาเอง 555
วันนี้ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ พบกันใหม่สัปดาห์หน้าสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (1) พลังเทพนั้น อยู่ในตัวเราทุกคน
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (0) บทนำ
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (8) เมื่อการอยากจะบอกว่า “ฉันชอบเธอ” กลายเป็น “อาชญากรรม”!?
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (7) การสื่อสารแบบเผชิญหน้า คือ “สิ่งที่มีค่า” ในโลกยุคต่อไป
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (15) ระบบที่สร้างเด็กให้ “เชื่อฟัง” มากเกินไป อาจกลายเป็นการสร้าง “ฮิคิโคโมริ”
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (2) สู้ดิวะ กัมบัตเต๊ะ (頑張って) !


