‘Asobi’ นักบวช หมอผี และโสเภณีในบั้นปลาย!
เพราะช่วงต่างๆ ของชีวิตนั้นล้วนพลิกผันกันได้ตลอดเวลา แม้ไม่รู้ว่าปีที่ผ่านมาคุณจะต้องเจออะไรกันมาบ้างก็ตาม แต่ไม่ว่ามันจะหนักหนาซักแค่ไหน เราขอเอาใจช่วยให้เรื่องร้ายทุกอย่างของคุณจบลงแค่ในปีนี้ และขอให้ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนั้นใจดีกับคุณๆ ทุกคนเลยน้า!
และหากพูดถึงเรื่องราวของความไม่แน่นอนแล้วน่ะ เราขอพาคุณมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ของกลุ่มคนที่เคยได้รับโอกาสสูงสุดด้วยการเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเหล่าราชวงศ์ในรั้วในวัง แต่แล้วชีวิตก็ผกผันกันอย่างน่าใจหาย และนี่คือเรื่องราวซึ่งเราอยากหยิบมานำเสนอให้คุณได้อ่านกันเพลินๆ ในช่วงส่งท้ายปีแบบนี้ พร้อมแล้วไปทำความรู้จักกับเรื่องราวของ ‘Asobi’ กันได้เลย!
สำหรับคนที่เคยผ่านตากับเรื่องราวของทวยเทพในตำนานญี่ปุ่นกันมาบ้าง อาจจะเคยคุ้นหูกับชื่อของเทพีที่มีนามว่า Amaterasu ซึ่งเธอคือเทพแห่งดวงอาทิตย์ของชาวญี่ปุ่น และเชื่อกันว่าเทพองค์นี้นี่ละที่เป็นต้นตระกูลของจักรพรรดิ์องค์แรกในแดนอาทิตย์อุทัย
เทพีแห่งดวงอาทิตย์นั้นมีพี่น้องอีกสองคน นั่นก็คือ Tsukuyomi ซึ่งเป็นเทพแห่งดวงจันทร์ และ Susanoo เทพแห่งพายุ แต่อยู่มาวันหนึ่ง อามาเทราสึและสึคุโยมินั้นเกิดมีเรื่องบาดหมางใจกัน ซึ่งทำให้ทั้งสองนั้นกลายเป็นพี่น้องที่ต้องแยกขาดและประกาศว่าจะไม่ยอมพบเจอกันอีก อันเป็นสาเหตุที่ทำให้พระอาทิตย์และพระจันทร์ต่างก็ทำหน้าที่อยู่กันคนละเวลา เป็นที่มาของการเกิดกลางวันและกลางคืนนั่นเองละ
ดูเหมือนว่าเทพีแห่งดวงอาทิตย์นั้นน่าจะไม่มีโชคในเรื่องของพี่น้องซักเท่าไหร่ เพราะในเวลาต่อมาก็มีเหตุให้เธอต้องทะเลาะเบาะแว้งกับเทพซูซาโนโอะซึ่งเป็นน้องเล็กอีกครั้ง และครั้งนี้ทำให้อามาเทราสึนั้นโกรธจนตัดสินใจหนีไปขังตัวเองเอาไว้ในถ้ำจนทำให้เกิดความเดือดร้อนครั้งใหญ่ เพราะโลกในช่วงนั้นตกอยู่ในความมืดมิดและหนาวเย็นเมื่อไม่มีแสงอาทิตย์ เหล่าทวยเทพทั้งหลายจึงมารวมตัวกันเพื่อหาทางทำให้อามาเทราสึนั้นยอมกลับออกมานอกถ้ำอีกครั้ง และหนึ่งในเทพที่มีบทบาทช่วยล่อลวงให้เธอกลับออกมา ก็คือ Ame-no-Uzume-no-Mikoto ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งอรุณรุ่งและความสนุกสนาน ที่ได้ทำการเต้นรำในสไตล์วาบหวิวเรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาทวยเทพอื่นๆ ได้ดังกระหึ่ม จนทำให้อามาเทราสึเกิดความอยากรู้จนยอมเปิดประตูถ้ำเพื่อแอบดูโชว์ในที่สุด!

Ame-no-Uzume-no-Mikoto
อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่าแล้ว Asobi นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังไง?? คำตอบก็คือไม่ได้เกี่ยวอะไรเพราะอะโซบินั้นไม่ได้เป็นทวยเทพแต่อย่างใด หากในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 700 นั้น เหล่าอะโซบิเปรียบเสมือนนักบวชหญิงซึ่งมักจะได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับความตายหรือการบำบัดทุกข์ต่างๆ ของผู้คน เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าบรรดาอะโซบิคือผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากเทพแห่งความสนุกสนาน Ame-no-Uzume-no-Mikoto พวกเธอจึงมักจะได้รับบทบาทเป็นสื่อกลางระหว่างชีวิตและความตาย อะโซบิหลายคนทำหน้าที่คล้ายหมอผีหรือทูตสื่อวิญญาณเพื่อสื่อสารระหว่างผู้ตายและคนที่อยู่ข้างหลัง รวมถึงยังช่วยทำการประกอบพิธีเพื่อช่วยฟื้นฟูจิตใจให้ผู้คนผ่านช่วงเวลาแห่งความสูญเสียไปได้นั่นเอง
และสำหรับอะโซบิที่มีหน้าที่ในการประกอบพิธีให้กับบรรดาราชวงศ์ชั้นสูงนั้น จะมีชื่อเรียกขานกันว่า Asobi-be โดยเหล่านักบวชหญิงเหล่านี้จะนับเป็นคนกลุ่มเดียวที่มีสิทธิ์เข้าถึงโลงพระศพของเหล่าราชวงศ์ โดยเฉพาะขององค์จักพรรดิ์
พิธีกรรมของพวกเธอจะประกอบด้วยการเต้นรำและการร่ายเวทย์มนต์คาถาซึ่งจะมีการสืบทอดส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และด้วยฐานันดรที่ได้รับการยกย่องนับถือ เหล่าอะโซบิ-เบจึงได้รับอภิสิทธิ์พิเศษหลายอย่าง ทั้งในเรื่องของการยกเว้นใช้แรงงาน การเป็นทหาร การงดเว้นภาษี ไปจนถึงการตั้งชื่อตนเองได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องคำนึงถึงแบบแผนการตั้งชื่อในยุคนั้น
หลังจากมีบทบาทซึ่งได้รับการยกย่องนับถือในสังคมตลอดมา ยุคเสื่อมโทรมของเหล่าอะโซบิก็มาถึง เมื่อประเทศญี่ปุ่นมีการปฏิวัติกฎหมายใหม่ที่มีรากฐานมาจากประเทศจีนซึ่งอิงตามลัทธิขงจื๊อเป็นหลัก โดยกฎหมายใหม่นี้จะมุ่งเน้นเนื้อหาไปที่การลงแรงทำงานของผู้คน เช่น การทำเกษตรกรรม เป็นหลัก เหล่าอะโซบิซึ่งได้รับสิทธิ์ในการยกเว้นการใช้แรงงานมาโดยตลอดจึงเริ่มถูกมองเป็นบุคคลที่ไร้ประโยชน์ในสังคมตั้งแต่นั้นมา
เมื่อศาสนาพุทธเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศญี่ปุ่นในเวลาต่อมา หน้าที่เกี่ยวกับพระศพของราชวงศ์ชั้นสูงโดยเฉพาะองค์จักรพรรดิ์จึงมีการโอนย้ายให้กลายเป็นของพระภิกษุซึ่งเป็นผู้ชายเช่นกัน ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำให้อะโซบิ-เบทั้งหลายหมดความสำคัญในสังคม และเมื่อความสะดวกสบายจากการยอมรับทั้งหมดหายไป เหล่าอะโซบิจึงต้องมองหาหนทางใหม่ๆ เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด พวกเธอจึงเลือกใช้ความสามารถในการเต้นรำและขับร้องเพลงที่มีอยู่เพื่อหารายได้ แต่ก็ยังไม่พอที่จะเลี้ยงชีพอยู่ดี อะโซบิบางส่วนจึงหันไปเริ่มประกอบอาชีพค้าประเวณีร่วมด้วย แต่ด้วยสภาพสังคมในยุคนั้นก็ยังไม่อาจนับว่าพวกเธอคือโสเภณีได้เต็มที่ เพราะเหล่าอะโซบิจะได้รับของขวัญหลากหลายรูปแบบเป็นสิ่งตอบแทนเนื่องจากพวกเธอไม่ได้เรียกร้องเงินทองในการร่วมหลับนอนกับใคร อีกทั้งกฎหมายในยุคนั้นยังไม่มีการระบุเกี่ยวกับอาชีพโสเภณีไว้อย่างชัดเจนนัก พวกเธอจึงยังมีสถานะคล้ายกับคู่นอนที่ได้รับมอบของขวัญด้วยความเต็มใจจากบรรดาชายหนุ่มคู่ขาซะมากกว่า

ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 11 เหล่าอะโซบิเริ่มมีการสร้างที่อยู่อาศัยรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนบริเวณริมแม่น้ำ Yodo ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกับทะเลเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง (Heian-kyō) บริเวณท่าเรือในละแวกนั้นจึงเต็มไปด้วยความคึกคักจากเหล่านักเดินทาง พ่อค้า ขุนนาง และราชวงศ์ เมื่อแม่น้ำกลายเป็นแหล่งรวมของผู้คนโดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะ ทำให้การแสดงของบรรดาอะโซบิเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยวิธีการทำงานของพวกเธอมักจะอยู่บนเรือเป็นหลัก โดยในเรือหนึ่งลำจะประกอบด้วยอะโซบิประมาณ 3 คน คือ อะโซบิหลักที่ทำหน้าที่ร้องและแสดง อะโซบิฝึกหัดซึ่งทำหน้าที่กางร่มรวมถึงดูแลนักแสดง และอะโซบิสูงอายุที่ทำหน้าที่พายเรือ โดยพวกเธอจะพายเรือไปตามแม่น้ำก่อนจะเริ่มเข้าใกล้กับเรือโดยสารไปพร้อมกับเสียงเพลงอันไพเราะ และหากเรือลำไหนอยากได้การเอนเตอร์เทนแบบส่วนตัว ก็จะส่งสัญญาณและเชิญพวกเธอขึ้นไปบนเรือของตน
เวลาผ่านไปจนเข้าสู่ยุค Kamakura (ประมาณ ค.ศ.1185 – 1333) มุมมองที่ผู้คนมีต่ออะโซบิเริ่มเปลี่ยนไปในแง่มุมที่ไม่ค่อยดีงามมากนัก ผู้คนเริ่มโจษขานในเรื่องการมีความสัมพันธ์ระหว่างนักบวชกับอะโซบิ นอกจากนั้น สังคมยังเริ่มมองว่าการมีความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการระหว่างชายหนุ่มทั้งหลายกับเหล่าอะโซบินั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่เหมาะควรนัก ประกอบกับเริ่มมีเหล่าเอนเตอร์เทนเนอร์เพศหญิงในรูปแบบอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นบรรดา Kugutsu ซึ่งมีลักษณะความสามารถคล้ายคลึงกับอะโซบิ ต่างกันที่คุกัตสึส่วนใหญ่นั้นมักเป็นกลุ่มคนเร่ร่อนไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และยังมี Shirabyōshi ซึ่งมีความสามารถในการแสดงที่คล้ายคลึงกันกับอะโซบิ แต่เอกลักษณ์ของชิราเบียวชิคือการแสดงด้วยการแต่งกายเป็นบุรุษ และเต้นรำโดยมีดาบเป็นอุปกรณ์หลักในการแสดง แม้จะมีหน้าที่หลักในการให้ความบันเทิง แต่ว่ากันว่าชิราเบียวชิส่วนใหญ่มักจะลงเอยด้วยการมีความสัมพันธ์กับบรรดาขุนนางหรือผู้ว่าจ้าง หลายคนจึงมีโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอนุภรรยาของผู้มีอำนาจ
เมื่อกระแสความนิยมของชิราเบียวชิมีมากขึ้นในช่วงปลายยุคเฮอันจนถึงปลายยุคคามาคุระ อะโซบิส่วนใหญ่จึงเริ่มหันมาทำการแสดงในลักษณะของชิราเบียวชิแทนการเป็นอะโซบิแบบเดิมๆ ก่อนที่ความนิยมในตัวชิราเบียวชิจะค่อยๆ เสื่อมลงและหายไปในช่วงรอยต่อของปลายยุคคามาคุระสู่ต้นยุคมุโรมาจิ (Muromachi) หรือราวๆ ช่วงประมาณศตวรรษที่ 14
จากจุดเริ่มต้นในการเป็นบุคคลที่ได้รับการเคารพและยอมรับจากสังคมในแทบทุกระดับชั้น สู่การต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดซึ่งอาจต้องลงเอยด้วยการแลกกับเรือนร่าง ชะตากรรมของเหล่าอะโซบินั้นจึงเป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างน่าสะเทือนใจ แต่ในขณะเดียวกันเรื่องราวของพวกเธอก็เปรียบเหมือนตัวอย่างสอนใจว่าโลกนี้นั้นไม่เคยมีอะไรที่จีรังยั่งยืน เมื่อชีวิตมีขึ้นก็ต้องมีลงสลับกันไป
หากปี 2024 ที่กำลังจะบอกลาเป็นปีที่สร้างความเหนื่อยล้าอ่อนแรงให้คุณมาไม่น้อย ก็ไม่มีอะไรรับรองได้ว่าปี 2025 ที่กำลังจะมาถึงนั้นจะใจดีกับคุณมากขึ้นหรืออาจสร้างความทดท้อยิ่งกว่า สิ่งสำคัญอย่างเดียวที่น่าจะนำพาให้คุณผ่านทุกอย่างไปได้ก็คือกำลังใจที่แข็งแกร่ง และไม่ว่าคุณจะต้องเจอกับเรื่องร้ายหรือดี เราขอให้คุณมีความหวังเข้าไว้ มองไปข้างหน้า ดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองให้แข็งแรง แล้วคุณจะฝ่าฟันทุกอย่างไปได้อย่างแน่นอน … ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่คุณจะ Strong และไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใด เราเอาใจช่วยอยู่นะ!!
Happy New Year 2025!
เรื่องแนะนำ :
– ส่องเมนูอาหารรับซานต้า ม่วนจอยวันคริสต์มาสสไตล์ญี่ปุ่นต้องกินอะไร?
– ปักหมุด 9 ตลาดนัดคริสต์มาสเด็ดๆ รอบโตเกียว จะเฟี้ยวแค่ไหนต้องไปโดน!
– เปิดเมนูรักษาหวัดแบบ Japanese Style กินง่าย ทำง่าย ลองดู!
– Karoshi Syndrome – – ทำงานจนตาย ใครว่าไม่มีอยู่จริง!
– ‘Seijokankidan’ ขนมหวาน 1,000 ปี ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น!
– Harikuyo – มาจัดงานศพให้เข็มเย็บผ้ากัน!
ข้อมูลอ้างอิง:
– https://en.wikipedia.org/wiki/Shiraby%C5%8Dshi
– https://en.wikipedia.org/wiki/Asobi
– https://www.tokyoweekender.com/art_and_culture/
– https://en.wikipedia.org/wiki/Ame-no-Uzume
– https://en.wikipedia.org/wiki/Amaterasu
#‘Asobi’ นักบวช หมอผี และโสเภณีในบั้นปลาย!


