Genko มหาสงครามมองโกลบุกญี่ปุ่น ตอนที่ 2 : สาสน์ท้าบนคมดาบ
เมื่อกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหมุนเข้าสู่ช่วงปลายศตวรรษที่ 13 ข่าวคราวการขยายอำนาจของจักรวรรดิมองโกลได้สร้างความหวั่นวิตกไปทั่วเอเชียตะวันออก กุบไลข่าน (Kublai Khan) ผู้สถาปนาราชวงศ์หยวน (Yuan Dynasty) ได้เข้ายึดครองแผ่นดินจีนตอนเหนือและอาณาจักรโครยอ (เกาหลี) ได้สำเร็จ หลังจากที่โครยอยอมจำนนและตกเป็นประเทศราช กุบไลข่านก็เริ่มเบนเข็มทิศมายังดินแดนหมู่เกาะทางทิศตะวันออก นั่นคือประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1266 มหาข่านได้ส่งคณะทูตชุดแรกเดินทางผ่านโครยอเพื่อนำพระราชสาส์นไปส่งให้ถึงมือผู้นำญี่ปุ่น แต่ทว่าการเดินทางครั้งแรกนี้ต้องล้มเหลวลงกลางคัน เนื่องจากคณะทูตต้องเผชิญกับคลื่นลมพายุที่รุนแรงและไกด์ชาวโครยอที่พยายามโน้มน้าวให้พวกเขาล้มเลิกการเดินทางข้ามทะเลที่แสนอันตราย
กุบไลข่านไม่พอใจกับความล้มเหลวครั้งนี้อย่างมาก เขาจึงมีรับสั่งให้จัดตั้งคณะทูตชุดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1268 (ปีบุนเอที่ 5) คณะทูตของมองโกลและโครยอก็สามารถเดินทางข้ามทะเลมาเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นได้สำเร็จ โดยขึ้นฝั่งที่ดาไซฟุ (Dazaifu) บนเกาะคิวชู ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองส่วนภูมิภาคและด่านหน้าในการรับรองแขกบ้านแขกเมืองของญี่ปุ่นในขณะนั้น พวกเขานำสาส์นฉบับสำคัญจากมหาข่านแห่งจักรวรรดิมองโกล หรือที่ในจดหมายระบุอย่างยิ่งใหญ่ว่า “大蒙古国” (มหาจักรวรรดิมองโกล) มามอบให้กับ โชนิ สุเกะโยชิ (Shoni Sukeyoshi) ผู้ทำหน้าที่ชินเซบุกิโย (Chinzei Bugyo) หรือผู้บัญชาการทหารแห่งคิวชู เพื่อให้ส่งมอบต่อไปยังผู้นำสูงสุดของญี่ปุ่น
เนื้อหาในสาส์นฉบับนี้เองที่เปรียบเสมือนการโยนคบเพลิงลงไปในกองดินปืน เพราะมันถูกร่างขึ้นด้วยท่าทีที่หยิ่งยโสและแฝงไปด้วยคำขู่ทางการทหารอย่างแนบเนียน ประการแรก สาส์นฉบับนั้นจ่าหน้าถึง “日本国王” หรือ “กษัตริย์แห่งญี่ปุ่น” ในบริบททางการทูตแบบเอเชียตะวันออกและระบบรัฐบรรณาการของจีน การเรียกประมุขของอีกฝ่ายว่า “กษัตริย์” ถือเป็นการหยามเกียรติองค์จักรพรรดิญี่ปุ่นอย่างรุนแรง เพราะกุบไลข่านจงใจลดทอนสถานะของประมุขแห่งญี่ปุ่นให้เป็นเพียงผู้ปกครองประเทศราช แทนที่จะเป็น “เทนโน” (Tennō) หรือจักรพรรดิผู้ทัดเทียมกัน
ประการต่อมา เนื้อหาในจดหมายได้กล่าวอ้างถึงหลักการที่ว่า “จักรวาลนี้เปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน” (The sages consider the entire universe one family) และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักมองโกล ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว คำว่าสัมพันธไมตรีของจีนและมองโกลนั้น คือการบังคับให้ญี่ปุ่นยอมก้มหัวส่งเครื่องบรรณาการและยอมรับสถานะเป็นรัฐบริวารแต่โดยดี และที่เด็ดขาดที่สุดคือประโยคลงท้ายของสาส์น ที่กุบไลข่านได้ทิ้งท้ายไว้อย่างเยือกเย็นว่า “ใครเล่าจะปรารถนาให้ต้องมีการใช้กำลังอาวุธเข้าห้ำหั่นกัน” (Who would care to appeal to arms?) นี่ไม่ใช่ประโยคบอกเล่าถึงความรักสันติภาพ แต่คือคำขาดที่บอกอย่างชัดเจนว่า “ถ้าไม่ยอมจำนนแต่โดยดี ก็จงเตรียมตัวรับความพินาศจากสงครามได้เลย”
เมื่อสาส์นฉบับนี้ถูกส่งด่วนจากดาไซฟุไปยังเมืองหลวง ขั้วอำนาจของญี่ปุ่นในขณะนั้นกลับมีท่าทีในการรับมือที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ราชสำนักที่เกียวโต (Kyoto) ซึ่งเต็มไปด้วยชนชั้นสูง ขุนนาง และองค์จักรพรรดิ ต่างตกอยู่ในความหวาดผวาอย่างหนัก พวกเขาคุ้นเคยแต่กับการแต่งบทกวี เล่นดนตรี และการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองในราชสำนัก เมื่อได้รับรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของกองทัพมองโกลที่ทำลายล้างมาแล้วค่อนโลก ราชสำนักจึงมีมติว่าควรจะหลีกเลี่ยงการทำสงครามให้ถึงที่สุด ถึงขั้นมีคำสั่งให้ สุงาวาระ โนะ นากานาริ (Naganari Sugawara) นักปราชญ์และขุนนางระดับสูงประจำราชสำนัก เป็นผู้ร่างจดหมายตอบกลับ (返書案) เพื่อส่งไปประนีประนอมและรักษาหน้าของกุบไลข่านเอาไว้ เหล่าขุนนางในเกียวโตมองว่าการยอมอ่อนข้อและส่งคณะทูตไปเจรจาน่าจะเป็นทางรอดเดียวที่จะทำให้ประเทศไม่ถูกทำลายล้าง

Genko Historical Museum
แต่ทว่า อำนาจที่แท้จริงในการปกครองและบัญชาการกองทัพของญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ที่ราชสำนักเกียวโต แต่อยู่ที่รัฐบาลโชกุนคามาคุระ (Kamakura Shogunate) ทางตะวันออกต่างหาก ในเวลานั้น รัฐบาลคามาคุระมีผู้นำคนใหม่ คือ โฮโจ โทคิมุเนะ (Hojo Tokimune) ซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ (Shikken) ลำดับที่ 8 ด้วยวัยเพียง 18 ปี แม้จะยังเป็นเพียงคนหนุ่มที่เพิ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจ แต่โทคิมุเนะกลับมีความเด็ดเดี่ยวและมีวิญญาณของนักรบอย่างเต็มเปี่ยม เขาและเหล่าซามุไรในคามาคุระมองว่าข้อเรียกร้องของมองโกลเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของประเทศอย่างไม่อาจยอมรับได้ และการยอมก้มหัวให้ต่างชาติก็เท่ากับการทำลายเกียรติภูมิของวิถีบูชิโด (Bushido)
โทคิมุเนะมีคำสั่งเด็ดขาดไปยังราชสำนักเกียวโตว่า “การเจรจาทางการทูตกับต่างชาติเป็นอำนาจเด็ดขาดของรัฐบาลคามาคุระ ราชสำนักอย่าได้ก้าวก่ายและกระทำการใดๆ โดยพละการ” เขาใช้อำนาจของรัฐบาลทหารปัดตกร่างจดหมายตอบกลับของราชสำนักเกียวโตทิ้งไป และตัดสินใจใช้นโยบาย “ความเงียบ” ในการตอบโต้ รัฐบาลคามาคุระเลือกที่จะเพิกเฉย ไม่ส่งคณะทูต ไม่ส่งสาส์นตอบกลับ และไม่แม้แต่จะจัดหาที่พักที่สมเกียรติให้กับคณะทูตของมองโกลและโครยอที่รอคำตอบอยู่ที่คิวชู สำหรับกุบไลข่าน ผู้ซึ่งเคยชินกับการที่อาณาจักรต่างๆ รีบศิโรราบเมื่อได้รับจดหมาย การที่เกาะเล็กๆ อย่างญี่ปุ่นกล้าเมินเฉยต่อสาส์นของเขา ถือเป็นการท้าทายอำนาจสูงสุดที่ยอมรับไม่ได้
ระหว่างปี ค.ศ. 1268 ถึง 1271 กุบไลข่านได้พยายามส่งคณะทูตมาทวงถามคำตอบจากญี่ปุ่นถึง 6 ครั้ง ในบางครั้งคณะทูตก็เดินทางมาถึงแค่เกาะสึชิมะแล้วก็ต้องล่าถอยกลับไป ในขณะที่บางครั้งก็ถูกขัดขวางโดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของญี่ปุ่น จนกระทั่งในปลายปี ค.ศ. 1270 กุบไลข่านได้ส่งคณะทูตชุดสุดท้ายภายใต้การนำของ เจ้าเหลียงปี่ (Zhao Liangbi) ขุนนางระดับสูงของราชวงศ์หยวน พร้อมด้วยอาลักษณ์อีก 24 คน เดินทางมายังญี่ปุ่น เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงในช่วงต้นปี ค.ศ. 1271 รัฐบาลคามาคุระก็หมดความอดทนกับความพยายามตื๊อของมองโกล คณะทูตถูกควบคุมตัวโดยกองกำลังซามุไรที่ติดอาวุธครบมือทันทีที่ขึ้นฝั่ง เจ้าเหลียงปี่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้ากษัตริย์หรือโชกุนตามที่ร้องขอ และท้ายที่สุดก็ต้องเดินทางกลับไปด้วยความโกรธแค้น เมื่อเขากลับถึงราชสำนักหยวน เขาได้เขียนรายงานถวายกุบไลข่าน โดยประณามชาวญี่ปุ่นว่าเป็นเพียง “คนเถื่อนที่ไร้มารยาท” และทูลแนะนำว่าจักรวรรดิไม่ควรสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าไปกับการทำสงครามเพื่อยึดครองดินแดนที่ไร้อารยธรรมเช่นนี้
แต่กุบไลข่านไม่ได้คิดเช่นนั้น การปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวและการหยามเกียรติคณะทูตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้มหาข่านตัดสินใจขั้นเด็ดขาดที่จะใช้กำลังทหารบดขยี้เกาะญี่ปุ่นให้ราบคาบ ในขณะที่ฝั่งญี่ปุ่นเอง โทคิมุเนะก็ตระหนักดีว่าเมื่อเขาเลือกที่จะฉีกหน้าผู้พิชิตโลก สงครามก็กำลังจะมาเยือนถึงหน้าบ้าน รัฐบาลคามาคุระได้สั่งการให้ไดเมียวและซามุไรในแว่นแคว้นต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคคิวชู เตรียมความพร้อมรบขั้นสูงสุด วัดและศาลเจ้าทั่วประเทศได้รับคำสั่งให้ประกอบพิธีกรรมสวดมนต์อย่างต่อเนื่องเพื่อขอพรจากเทพเจ้าให้ช่วยปัดเป่าศัตรูผู้รุกราน แนวชายฝั่งของอ่าวฮากาตะ (Hakata Bay) ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดยกพลขึ้นบก ถูกเสริมกำลังด้วยเหล่านักรบที่เตรียมพร้อมสละชีพเพื่อปกป้องมาตุภูมิ
กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ได้หมุนไปสู่จุดที่ไม่อาจหวนกลับได้อีกแล้ว การเจรจาทางการทูตสิ้นสุดลง และการพูดคุยต่อจากนี้จะถูกแทนที่ด้วยเสียงปะทะของคมดาบคาตานะและห่ากระสุนเพลิง ในตอนหน้า เราจะมาติดตามกันต่อครับว่า เมื่อกองเรือรบมหึมาของมองโกลปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้าเหนือเกาะสึชิมะและเกาะอิกิ การปะทะกันครั้งแรกระหว่างยุทธวิธีการรบแบบรวมหมู่ที่เน้นความเร็วของมองโกล กับวิถีซามุไรที่เน้นการดวลเดี่ยวแบบตัวต่อตัวของญี่ปุ่น จะสร้างความตื่นตะลึงและทิ้งบาดแผลที่ลึกเพียงใดให้กับฝ่ายตั้งรับ พลาดไม่ได้กับ “ตอนที่ 3 : ปฐมบทศึกบุงเอ” ครับ
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
การที่ โฮโจ โทคิมุเนะ ในวัยเพียงสิบแปดปี กล้าตัดสินใจปฏิเสธข้อเรียกร้องของมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนั้น ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของนิกายเซน (Zen Buddhism) ที่เขาเลื่อมใส โทคิมุเนะได้รับการสั่งสอนและชี้แนะจากพระสงฆ์นิกายเซนชาวจีนชื่อว่า อู๋เสวียจู่หยวน (Wuxue Zuyuan) หรือที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักในนาม มุงาคุ โซเงน (Mugaku Sogen) ซึ่งลี้ภัยมาจากแผ่นดินจีนที่ถูกราชวงศ์หยวนเข้ายึดครอง คำสอนของนิกายเซนที่เน้นย้ำถึงการทำสมาธิ ความสงบในจิตใจ ความไม่หวั่นเกรงต่อความตาย และการรู้แจ้งในปัจจุบันขณะ ได้หล่อหลอมให้ผู้นำหนุ่มผู้นี้มีจิตใจที่แข็งแกร่งดุจหินผา และสามารถแบกรับความกดดันชี้เป็นชี้ตายของประเทศชาติเอาไว้ได้โดยไม่หวั่นไหวต่อคำขู่ใดๆ
เรื่องแนะนำ :
– Genko มหาสงครามมองโกลบุกญี่ปุ่น ตอนที่ 1 : เงามืดจากกุบไลข่าน
– ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 8 กบฏซัตสึมะ และบทสรุปของจิตวิญญาณซามุไร
– ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 7 พันธมิตรซัตสึมะ-โจชู และจุดจบของระบอบโชกุน
– ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 6 เหตุการณ์นามะมุงิและสงครามเปลี่ยนทัศนคติ
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 4 อาณาจักรซัตสึมะ และการเป็นประเทศราชสองฝ่าย
ขอบคุณรูปภาพ และข้อมูลอ้างอิง :
• Mongol invasions of Japan – Wikipedia (https://en.wikipedia.org/wiki/Mongol_invasions_of_Japan)
• Kublai Khan and the Mongol Invasions on Japan – Facts and Details (https://factsanddetails.com/japan/cat16/sub107/item494.html)
• Why did the Mongols want to conquer Japan? – AskHistorians (https://www.reddit.com/r/AskHistorians/comments/ytg9vp/why_did_the_mongols_want_to_conquer_japan/)
• 蒙古襲来の新解釈——フビライの真の狙いは!? – note (https://note.com/jazzy_deer6424/n/nb894ca451bba)
• https://www.crossroadfukuoka.jp/en/spot/12288
#Genko มหาสงครามมองโกลบุกญี่ปุ่น ตอนที่ 2 : สาสน์ท้าบนคมดาบ #元寇


