MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 7 : ฟองสบู่และการเปลี่ยนผ่าน
ปลายทศวรรษ 1980 ประเทศญี่ปุ่นเต็มไปด้วยแสงไฟจากเมืองใหญ่ เสียงเพลงจากร้านคาราโอเกะในชินจูกุ (Shinjuku / 新宿) ดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในนาโกย่า (Nagoya / 名古屋) หุ้นในตลาดโตเกียว (Tōkyō Shōken Torihikijo / 東京証券取引所) พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และราคาที่ดินในย่านมารุโนะอุจิ (Marunouchi / 丸の内) สูงจนแทบไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งมันจะตกลงมา
นี่คือยุคที่โลกเรียกว่า “เศรษฐกิจฟองสบู่” (Baburu Keizai / バブル経済) ช่วงเวลาที่ความมั่งคั่งเติบโตเร็วกว่าความเป็นจริง มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นทุกวัน และผู้คนเชื่อว่าญี่ปุ่นกำลังจะเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก ในปี 1989 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นขึ้นแตะจุดสูงสุด ดัชนี Nikkei อยู่ที่กว่า 38,000 จุด และมูลค่าที่ดินในโตเกียวมีราคาสูงกว่าทั้งประเทศสหรัฐอเมริการวมกัน
ในบรรยากาศแห่งความมั่งคั่งนั้น โลโก้สามเพชรของ มิตซูบิชิ (Mitsubishi / 三菱) ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและศักดิ์ศรี
สำนักงานใหญ่ของกลุ่มมิตซูบิชิในมารุโนะอุจิขยายสูงขึ้นอีกครั้ง
บริษัทในเครือมีมากกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ธนาคาร พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์และอวกาศ
ทุกบริษัทดำเนินงานอย่างเป็นอิสระภายใต้ระบบ “เคเรตสึ (Keiretsu / 系列)” ที่เชื่อมโยงกันด้วยธนาคารมิตซูบิชิ (Mitsubishi Ginkō / 三菱銀行) และคินโยไก (Kin’yōkai / 金曜会)
ในยุคนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Jidōsha / 三菱自動車) กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่น รถยนต์รุ่น “แกลแลนท์ (Galant / ギャラン)” และ “พาเจโร (Pajero / パジェロ)” ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะพาเจโรที่กลายเป็นรถสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและความหรูหราในยุคฟองสบู่ รถรุ่นนี้ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของความสำเร็จในสังคมญี่ปุ่นยุคเศรษฐกิจรุ่งเรือง
ในเวลาเดียวกัน มิตซูบิชิ เอสเตท (Mitsubishi Estate / 三菱地所) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเครือ ได้ก้าวเข้าสู่เวทีโลกด้วยการซื้ออาคาร “ร็อกกี้เฟลเลอร์เซ็นเตอร์ (Rockefeller Center)” ในนิวยอร์กในปี 1989 ด้วยมูลค่ากว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การซื้อครั้งนั้นทำให้ทั้งโลกหันมามองญี่ปุ่นในฐานะ “ผู้ครอบครองทรัพย์สินของโลกตะวันตก” เป็นครั้งแรก
Mitsubishi Estate / 三菱地所
แต่ความรุ่งเรืองที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วก็เหมือนคลื่นทะเลที่ถาโถมแรงก่อนจะซัดกลับ ในปี 1990 ฟองสบู่แตก เสียงระเบิดนั้นไม่ได้มาจากสงครามหรือภัยธรรมชาติ หากแต่มาจากความโลภและความเชื่อที่ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ตลอดไป
ราคาหุ้นเริ่มร่วงอย่างรุนแรง ดัชนี Nikkei ลดลงกว่าครึ่งในเวลาไม่ถึงสองปี ราคาที่ดินตกลงเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ มูลค่าทรัพย์สินมหาศาลของบริษัทต่างๆ หายไปในพริบตา เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “ทศวรรษที่หายไป” (Ushinawareta Jūnen / 失われた10年) ซึ่งภายหลังขยายยาวนานเกือบสองทศวรรษ
มิตซูบิชิได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน มิตซูบิชิ เอสเตทต้องเผชิญกับภาระหนี้จากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศที่ราคาตกลงอย่างรวดเร็ว ธนาคารมิตซูบิชิต้องจัดการกับหนี้เสียจำนวนมหาศาลจากลูกหนี้ที่ล้มละลาย ขณะที่มิตซูบิชิ มอเตอร์สประสบปัญหายอดขายตกและการแข่งขันที่รุนแรงจากค่ายรถยนต์ต่างประเทศ
ในห้องประชุมของคินโยไกที่โตเกียว บรรยากาศเปลี่ยนจากความมั่นใจในยุคก่อนมาเป็นความกังวลและการทบทวนอนาคต
ผู้บริหารหลายคนเริ่มพูดถึงคำที่ไม่เคยมีในพจนานุกรมของมิตซูบิชิในอดีต คือคำว่า “การปรับโครงสร้าง” (Kōzō Kaikaku / 構造改革)
มันหมายถึงการลดขนาดองค์กร ลดต้นทุน และปรับวิธีคิดของพนักงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรีส์เริ่มหันมาพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เครื่องจักรผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม และระบบขนส่งไฟฟ้า ส่วนมิตซูบิชิ เดนกิ (Mitsubishi Denki / 三菱電機) ปรับตัวเข้าสู่ยุคอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ เริ่มพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับโรงงาน
ในปี 1996 มิตซูบิชิ มอเตอร์สพยายามกู้ภาพลักษณ์ด้วยการเปิดตัวรถรุ่น “แลนเซอร์ อีโวลูชั่น (Lancer Evolution / ランサー・エボリューション)” รถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่กลายเป็นตำนานในวงการแข่งรถทั่วโลก รถรุ่นนี้พาแบรนด์มิตซูบิชิกลับมาอยู่ในหัวใจของคนรุ่นใหม่อีกครั้ง และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามที่จะก้าวผ่านวิกฤต
แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะตกต่ำ แต่มิตซูบิชิยังคงรักษาค่านิยม “สามหลักการ” (Sankōryō / 三綱領) ที่สืบทอดมาจากอิวาซากิ ยะตะโร (Iwasaki Yatarō / 岩崎 弥太郎)
คือ…
- การทำงานเพื่อสังคม (Shōki Hōkō / 所期奉公)
- ความซื่อสัตย์ในการดำเนินธุรกิจ (Shōji Kōmei / 処事光明)
- และการค้าขายอย่างมีคุณธรรม (Ritsugyō Bōeki / 立業貿易)
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลักการเหล่านี้คือเสาหลักที่ทำให้มิตซูบิชิไม่ล้มลงตามคลื่นเศรษฐกิจ
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์เต็มรูปแบบ
มิตซูบิชิปรับโครงสร้างใหม่อีกครั้ง โดยรวมกิจการบางส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ธนาคารมิตซูบิชิรวมกับธนาคารโตเกียว (Tōkyō Ginkō / 東京銀行) กลายเป็น “ธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิ (Bank of Tokyo-Mitsubishi / 東京三菱銀行)”
และต่อมาพัฒนาเป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แม้เส้นทางในยุคฟองสบู่จะเต็มไปด้วยบทเรียนที่เจ็บปวด แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นและมิตซูบิชิได้เรียนรู้ว่าความยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการเติบโตที่รวดเร็ว หากมาจากการรู้จักปรับตัวและเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงขององค์กร
ในห้องประชุมของคินโยไกที่โตเกียว ยามเย็นปลายปี 1999 ชายชราผู้เคยทำงานกับมิตซูบิชิมาตลอดชีวิตมองโลโก้สามเพชรที่ส่องแสงอยู่บนอาคารตรงข้าม เขายิ้มบางๆ พลางพูดเบาๆ ว่า “มันยังคงอยู่ ไม่ว่าจะผ่านกี่ครั้งของการล่มสลาย”
และนั่นคือภาพของมิตซูบิชิในช่วงการเปลี่ยนผ่าน
จากความรุ่งเรืองที่เกินจริง สู่การกลับมามองเห็นคุณค่าของความพอดี
จากบริษัทที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของพลังเศรษฐกิจญี่ปุ่น
กลับกลายเป็นบริษัทที่เรียนรู้จะเติบโตด้วยความยั่งยืนและความรับผิดชอบ
เรื่องแนะนำ :
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 6 : ยุคทองแห่งสามเพชร
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 5 : การเกิดใหม่หลังสงคราม
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 4 : มิตซูบิชิในสงคราม
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 3 : ทายาทอิวาซากิ กับอาณาจักรใหม่
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 2 : ขยายปีกสู่ทะเลและเหมือง
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 1 : จุดเริ่มต้นสามเพชร
ขอบคุณรูปภาพ :
https://www.mec.co.jp/en/
MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 7 : ฟองสบู่และการเปลี่ยนผ่าน



