คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (4) ยืน เดิน นั่ง นอน
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ก็ขอต่อจากตอนที่แล้วนะครับ ในตอนที่แล้วผมได้เกริ่นว่าจะพูดถึงรายละเอียดการฝึกจิตใน อิริยาบถทั้งสี่ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ในตอนนี้ก็ขอบรรยายดังนี้ครับ
ยืน
ในหนังสือ “ทิพยอำนาจ” นั้น กล่าวว่าการยืน “มักใช้ปฏิบัติคั่นในระหว่างการเดินจงกรม เพื่อพักผ่อนร่างกายเป็นระยะๆ ไป” แต่ว่า ถ้าเอาแบบวิธีการที่ผมใช้เฉพาะตัวผม ผมเองได้รับการสอนการยืนสมาธิจากโค้ช (ไรอัน) ซึ่งก็ใช้จัดระเบียบลมหายใจได้ดีทีเดียว
วิธีการ ไม่มีอะไรมาก ยืนตรง เท้าทั้งสองกางกว้างเสมอไหล่ให้เท้าทั้งสองขนาน ยืนตรงแต่ข้อเข้าไม่ขึงตึง หย่อนคลายลงหน่อย ในการนี้ ผมได้เอาหลักการ “บนว่างล่างแน่น” มาใช้ด้วย คือทำร่างช่วงบนให้ผ่อนคลาย ไม่ตึง ไม่เกร็ง แต่ย่อเอวเล็กน้อยพอให้รู้สึก “จม” และ “ตั้งมั่น” ได้ โดยไม่ต้องยืดข้อเข่าจนสุด หายใจก็ให้ร่างกายมันพาไปตามเรื่องมันจะเร็วช้ายาวสั้นเราก็ดูมันไป ดูไปแต่ไม่บังคับมัน แล้วลองไล่ความรู้สึกจากบน (หัว) ไปถึงล่าง (เท้า) แล้วไล่ย้อนกลับ วิธีที่เคยได้รับการสอน เท่าที่จำได้เข้าใจก็มีเท่านี้
การยืนสมาธิแบบนี้ ผมมักใช้ “คั่นรายการ” ก่อนที่จะฝึกคาตะของอิไอ การทำร่างกายช่วงบนทั้งลำตัว ไหล่ แขน ให้เบานั้น สำคัญมากกับการชักดาบออกจากฝักในตอนท้ายสุดที่ดาบจะหลุดจากฝัก ถ้าเกร็ง หรือหยุดติด ดาบจะติดขัดทันที อาจถึงขึ้นชักไม่ออก
วิธีการยืนสมาธิที่ผมว่ามาข้างบน จะลองเอาไปประยุกต์ใช้เวลาต้องยืนคอยอะไรนานๆ ก็ได้นะครับ
เดิน
ในหนังสือ “ทิพยอำนาจ” นั้น กล่าวถึงการเดินจงกรม ซึ่งเป็นการฝึกที่ต้องอาศัยพื้นที่ที่ลักษณะค่อนข้างจำเพาะ “บนทางที่ทำไว้อย่างดี ราบรื่นสะอาด กว้างประมาณ ๒ ศอก ยาวประมาณ ๒๐ ศอก หรือ ๒๐ ก้าว” และต้องมีกิริยาอาการจำเพาะ “ให้เอามือทั้งสองกุมกันไว้ข้างหน้า ปล่อยแขนลงตามสบาย ทอดสายตาลงต่ำ มองประมาณชั่ววาหนึ่ง ทำสติสัมปชัญญะควบคุมจิตให้อยู่ในความสงบ จะเอากัมมัฏฐานบทหนึ่งมาเป็นอารมณ์หรือไม่ก็ตาม แล้วก้าวเดินช้าๆ ไปสุดหัวจงกรมแล้วหยุดยืนนิดหน่อย จึงกลับหลังหันก้าวเดินมาสู่ที่ตั้งต้น ครั้นถึงที่ตั้งต้นหยุดยืนนิดหน่อย แล้วกลับหลังหันก้าวเดินไปอีก โดยทำนองนี้เรื่อยๆ ไป”
แต่โดยส่วนตัวผม ผมอาศัยการกำหนดรู้ในชีวิตประจำวันเอามากกว่า อย่างเดินไปเข้าส้วม จะกำหนดรู้เลยว่า เท้าซ้ายหรือขวา ลงน้ำหนักอย่างไร การขยับทำงานของเอว สะโพก เป็นอย่างไร เอาจริงๆ ในวิชาต่อสู้ของญี่ปุ่นก็มีการสอนเรื่องการเดิน การย่างเท้าอยู่แล้ว เราก็เอาความรู้ตรงนั้นมาปรับใช้เอา
นั่ง
ในหนังสือ “ทิพยอำนาจ” นั้น กล่าวถึงการ “นั่งเจริญฌาน” (ซึ่งพ้องกับคำแปลไทยของคำว่า ซะเซน 座禅 “นั่งฌาน” โดยหลักการแล้วมันก็คือสิ่งเดียวกันนั่นแหละ) ซึ่งกล่าวไว้ว่าในพระบาลีก็บอกเพียงว่า “ให้นั่งคู้ขา (บาลีว่า ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา)” เอาเป็นว่า สำหรับคนไทย เราก็นั่งแบบที่เราถูกสอนให้นั่ง “ขัดสมาธิ” นั่นแหละ จะเป็นอะไรที่คุ้นเคยและฝืนน้อยที่สุด ผมเคยพยายามจะนั่งแบบโยคี (ที่เรียกว่านั่งแบบดอกบัว) มันนั่งขัดขาแบบนั้นก็ นะ ผู้หญิงไทยอาจจะว่านั่งพับเพียบดีกว่า (ไม่เปิดหวอ) แต่ตัวผมว่านั่งพับเพียบแล้วเอวมันไม่ตรง บางคนนั่งขัดสมาธิไม่ไหว จะนั่งเก้าอี้ก็ได้
โดยส่วนตัวผมว่า สำคัญกว่าท่านั่ง คือท่วงท่าของร่างกาย (ชิเซย์ 姿勢) ในที่นี้คือ ให้บนว่างล่างแน่น ปล่อยร่างกายช่วงบนให้เบา ถ่วงเอวให้จม ทำหลังให้ตรง อย่างไรก็ดี ผมแทบไม่นั่งสมาธิเลย เพราะร่างกายไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ เจ็บเอวได้เรื่อยๆ และใจไม่ชอบด้วย เพราะชีวิตมนุษย์ออฟฟิศมันนั่งมามากแล้ว มากเกินไป ดังนั้น ถ้าว่างเว้นจากการทำงาน ชอบที่จะได้เคลื่อนไหวมากกว่า
คนสมัยก่อนอาจมองว่าการนั่งสมาธินี่แหละดี เพราะคนสมัยก่อนชีวิตต้องใช้แรงงานมาก ต้องเคลื่อนไหวตลอด ต้องเดินเหินไกลๆ จึงเห็นว่าการได้นั่งเป็นของดี แต่คนสมัยนี้ ชีวิตมีแต่ต้องนั่งกับที่ (ตลกดีนะ คนสมัยก่อน ถ้านั่งเฉยๆ ไม่ลุกขึ้นมาขยับทำอะไร จะหาว่าเกียจคร้าน สมัยนี้มนุษย์ออฟฟิศใครนั่งอยู่กับโต๊ะทำงานไม่ลุกบอกว่าขยัน ใครลุกจากโต๊ะไปเดินบ่อยๆ กลับหาว่าอู้งาน ตลกจริงๆ) จึงเห็นว่าการได้เคลื่อนไหว ได้เดิน ได้ทำท่าต่างๆ นานา เป็นของดีกว่าการนั่งไปเสีย
อย่างไรก็ดี ผมอยากจะขอท่านผู้อ่าน (อีกแล้ว) ว่า ให้โยนทิ้งความคิดจำพวกที่ว่า นั่งสมาธินั่งกรรมฐานอะไรนี่ ถ้านั่งทน นั่งอยู่ได้แบบนั้นแหละเป็นชั่วโมงเป็นวันๆ แล้วจะดีวิเศษ แล้วเลยพลอยมองว่า คนที่นั่งได้น้อย ไม่กี่นาทีนี่ “อ่อนว่ะ” อะไรแบบนี้ ทัศนะแบบนี้จะทำให้ใจแคบเสียเปล่าๆ ตัดหนทางก้าวหน้าของคนอื่นด้วย เอาจริงๆ แค่อย่างผมสมัยก่อนฝึกอิไอโด เวลาพัก ก็นั่งเซสะ (正座) อยู่แล้ว แม้แต่ตอนฝึกบีเจเจ บางทีก็นั่งเซสะบ้าง นั่งแบบ combat base บ้าง (ซึ่งจะละม้ายท่านั่งทะจิฮิสะ 立膝 ในอิไอ) เวลาที่นั่งแบบนั้นก็คอยสังเกตลมหายใจ สังเกตจิตตัวเองไปด้วย
การที่แนะนำข้อนี้ไว้ก็โดยที่การบำเพ็ญฌาน ย่อมทำได้ทุกท่า ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ปล่อยให้เวลาล่วงไปเปล่าๆ ย่อมสำเหนียกจับตาดูจิตใจของตนเสมอๆ แม้ในเวลาทำกิจใดๆ อยู่ก็ไม่ละทิ้งเลย
นอน
เอาจริงๆ เรื่องนอนนี่ สำคัญสุดแล้วกับคนสมัยนี้ เพราะคนสมัยนี้มีปัญหานอนไม่หลับกันเยอะ ที่นอนไม่หลับก็เพราะไม่รู้จักเอาการเจริญฌาน ทำจิตให้สงบ มาใช้ในการนอน เอาสิ่งต่างๆ ความบันเทิง ความขุ่นเคือง ฯลฯ มาใส่หัวตัวเองก่อนนอน ไม่รู้จักวางหรือเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ จึงนอนไม่หลับ
ในหนังสือ “ทิพยอำนาจ” นั้น กล่าวว่าการนอนมีนอนพัก กับนอนหลับ นอนพักนั้น “นอนในท่าที่สบายๆ ตามถนัด จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้ กำหนดใจอยู่ในกัมมัฏฐานข้อใดข้อหนึ่ง หรือเอาสติควบคุมใจให้สงบนิ่งอยู่เฉยๆ ก็ได้” เอาง่ายสุด กำหนดใจอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก และ/หรือ อาการของร่างกาย อาจรวมถึงอาการสุขทุกข์เจ็บปวดในร่างกายไปด้วย
ส่วนการนอนหลับนั้น มีข้อแนะนำดังนี้
การหลับนอนแต่พอดี ย่อมทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง ถ้ามากเกินไปทำให้อ้วนเทอะทะไม่แข็งแรง ถ้าน้อยเกินไปทำให้อิดโรยอ่อนเพลียความจำเสื่อมทรามและง่วงซึม
ประมาณที่พอดีนั้น สำหรับผู้ทำงานเบาเพียง ๔-๖ ชั่วทุ่มเป็นประมาณพอดี ผู้ทำงานหนักต้องถึง ๘ ชั่วทุ่มจึงจะพอดี ในเวลาประกอบความเป็นผู้ตื่น (ชาคริยานุโยค) นั้น ทรงแนะให้พักผ่อนหลับนอนเพียง ๔ ชั่วทุ่ม เฉพาะยามท่ามกลางของราตรีเพียงยามเดียว เวลานอกนั้นเป็นเวลาประกอบความเพียรทั้งสิ้น
และทรงวางแบบการนอนไว้ เรียกว่า สีหไสยา คือ นอนอย่างราชสีห์ การนอนแบบราชสีห์นั้น คือ นอนตะแคงข้างขวา เอนไปทางหลังให้หน้าหงายนิดหน่อย มือข้างขวาหนุนศีรษะ แขนซ้ายแนบไปตามตัว วางเท้าทับเหลื่อมกันนิดหน่อยพอสบาย แล้วตั้งสติอธิษฐานจิตให้แข็งแรงว่า ถึงเวลาเท่านั้นต้องตื่นขึ้นทำความเพียรต่อไป ก่อนหลับพึงทำสติอย่าให้ไปอยู่กับอารมณ์ภายนอก ให้อยู่ที่จิต ปล่อยวางอารมณ์เรื่อยไปจนกว่าจะหลับ ถ้าให้สติอยู่กับอารมณ์ภายนอกแล้วจะไม่หลับสนิทลงได้ ครั้นหลับแล้วตื่นขึ้น พึงกำหนดดูเวลาว่าตรงกับอธิษฐานหรือไม่? แล้วพึงลุกออกจากที่นอน ล้างหน้า บ้วนปาก ทำความพากเพียรชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากนิวรณ์สืบไป ถ้าสามารถบังคับให้ตื่นได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ไม่เคลื่อนคลาด ชื่อว่าสำเร็จอำนาจบังคับตัวเองขั้นหนึ่งแล้ว พึงฝึกหัดให้ชำนาญต่อไป ทั้งในการบังคับให้หลับ และบังคับให้ตื่นได้ตามความต้องการ จึงจะชื่อว่ามีอำนาจเหนือกาย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปฏิบัติอบรมจิตใจขั้นต่อๆ ไป.
จากการทดลองของตัวผมเองนั้น การนอนตะแคงขวานั้นดีที่สุด นอนตะแตงซ้าย สีข้างซ้ายจะกดกับพื้นที่นอนเพราะน้ำหนักตัว มีผลต่อหัวใจ นอนหงาย บางทีหัวตั้งไม่ดี ทางเดินหายใจจะไม่สะดวก อาจนอนกรน นอนตะแคงขวาป้องกันการกรนได้ หากหมอนหนุนสูงไม่พอ อาจเอามือขวารองไว้ชั่วขณะ แต่จริงๆ ก็ควรทำความสูงของหมอนหนุนหัวให้พอ กำหนดจิตดูลมหายใจเข้าออก ทำไปเรื่อยๆ ความรู้สึกถึงลมหายใจก็จะน้อยลงๆ แล้วก็จะหลับไป
เมื่อได้ทราบวิธีเจริญฌานโดยอิริยาบถทั้ง ๔ เช่นนี้แล้ว พึงสำเหนียกวิธีเจริญฌานทั่วไป ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ครับ เมื่อฝึก “ออกกำลังจิต” จนมีจิตที่แข็งแรงมีกำลัง (เหมือนออกกำลังกาย) แล้ว ก็น่าจะพร้อมที่จะรับการฝึกต่อไปได้ ก็จะขอนำมากล่าวต่อในตอนหน้านะครับ
อ่ะวันนี้ ปิดท้ายกันด้วยขอป้ายยานิดนึง ไอ้มดขาว เทอร์ไมต์ มาถึงตอนที่ 5 แล้วนะครับ เนื่องจากความขัดข้องทางเทคนิคหลายประการมากๆ เพราะความที่อัดแอกชั่นไว้เยอะ งานเลยมาช้าไปหน่อย แต่ก็ขอฝากไว้ในอ้อมอกอ้อมใจ ด้วยนะครับ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– Last Samurai Standing: ผมว่าผมเห็น “ส่วนเสี้ยวหนึ่ง” ของ “ตัวผมเอง” ในพระเอกของเรื่องนี้นะ
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (3) คุณวางร่มไว้ตรงไหน?
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (2) สู้ดิวะ กัมบัตเต๊ะ (頑張って) !
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (1) พลังเทพนั้น อยู่ในตัวเราทุกคน
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (0) บทนำ
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (4) ยืน เดิน นั่ง นอน



