คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (3) คุณวางร่มไว้ตรงไหน?
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้ก็มาลุยกันต่อนะครับ
การฝึกหัดวิชาต่อสู้ใดๆ นั้น ย่อมต้องมีการฝึกเตรียมความพร้อมของร่างกายกันในระดับหนึ่งทั้งนั้น ให้แข็งแรงขึ้น อึดทนขึ้น แคล่วคล่องว่องไวขึ้น ฉันใด การฝึกจิตนั้น ก็ย่อมต้องมีวิธีการเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง อึดทน แคล่วคล่องว่องไวของจิตฉันนั้น
อย่างการฝึกร่างกายเตรียมความพร้อม มันก็มีหลายอย่าง solo drill, strength and conditioning, สุบุริ (หวดลม) ฝึกกำดาบ อะไรพวกนี้
แล้วการฝึกจิต ทำไง?
ไม่ยาก แค่ใช้วิธีอย่างที่ในหนังสือ “ทิพยอำนาจ” เรียกว่า “เจริญฌาน”
ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายอีกหน่อยคือ มีสติ รู้ตัว เตือนตัวได้ ในทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน
มูซาชิ เขียนใน คัมภีร์ห้าห่วง ว่า “ทำกายปกติให้เป็นกายแห่งพิชัยสงคราม ทำกายแห่งพิชัยสงครามให้เป็นกายปกติ”
แต่อันนั้น เป็นเพียงคำสะกิดใจเท่านั้น เพราะคนสมัยก่อนเขาไม่เขียนบรรยายรายละเอียดทุกสิ่งเป็นตัวหนังสือ หลายสิ่งสอนกันด้วยปาก
แต่ในที่นี้ จะขอนำเสนอวิธีการแบบลงรายละเอียดที่ยกมาจากในหนังสือ “ทิพยอำนาจ” เพื่อจะได้นำวิธีการมาประยุกต์ใช้ต่อไปนะครับ
๑ อะไรที่มากระทบ ให้เราเกิดการรับรู้ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ พึงมีสติเตือนตนเสมอ อะไรที่ไม่ดี ทำให้ใจขุ่นมัว ก็หันเหจิตใจไปจากมันเสีย “อย่าไปค้างกับมันนาน” จะลุกไปทำอย่างอื่นหรืออะไรก็ได้ แต่ดีที่สุดคือ “วางมันลงเสีย” เมินมันไปซะ ไม่ต้องไปมองมัน
๒ อะไรที่มากระทบ ถ้าเป็นสิ่งที่ดี เช่น ทำให้ใจมีกำลัง รีบต่อยอดอารมณ์นั้น รีบทำตามความคิดให้สำเร็จโดยไว อย่าให้เวลาผ่านไปเปล่าๆ ไปต่อได้ ไปขั้นที่สูงขึ้นไปได้ ก็เอาเลย (นั่นแหละ อาศัยจังหวะนั้นแหละ ลุยเข้าไปเลย แบบนั้นแหละ อย่างที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า โจชิ นิ โนรุ 調子に乗る)
ผมขอ คั่นรายการ แป๊บ นะครับ
ปัญหาทางจิต ของคนในสังคมปัจจุบันทุกวันนี้ ถ้ามองจากมุมนี้ คือ “ขาดการฝึกจิต” มีคนมากมายที่เข้าใจผิดอย่างโง่เขลาว่าการฝึกจิตจะต้องไปนั่งหลับตาภาวนา ในเมื่อที่จริงแล้วการฝึกจิตจะต้องเริ่มจากพื้นฐานการฝึกสติรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง ซึ่ง “ต้องฝึกให้ได้ตลอดเวลา” ตลอดเวลาในที่นี้ คือ ทุกอิริยาบถ จริงๆ ยืน เดิน นั่ง นอน นี่แหละ จะลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน ขับรถไปทำงาน เดินไปเข้าส้วม เอ้า วินาทีนี้ ผมเดินก้าวเท้าซ้ายหรือขวา ความรู้สึกที่กล้ามเนื้อสะโพกซ้ายขยับเป็นไง รู้สึกถึงอาการเจ็บเอวข้างซ้ายยังไง
ผลของการขาด (ย่อหย่อน) การฝึกจิต ก็คือทำให้สังคมทุกวันนี้ มีคนซึมเศร้า จมจ่อมอยู่กับความทุกข์ หมกมุ่นอยู่กับความคิดไร้สาระ การขาดการเตือนตน ไปค้าง ไปจมอยู่นานๆ กับสิ่งที่ทำให้ใจขุ่นมัว ความคิดลบๆ สิ่งนี้เป็นการบ่มเพาะนิสัยแบบคนขี้แพ้ (loser)
ในทางตรงข้าม การส่งเสริม รีบต่อยอด ทำอะไรได้จังหวะมันได้ ลุยต่อเลย ไม่เนิ่นช้า การคิดการทำแบบนี้ จะเป็นการบ่มเพาะนิสัยของการเป็นผู้ชนะ (winner) ฉวยจังหวะเพื่อความสำเร็จให้ได้ ผมรู้สึกว่า ในสังคม-วัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้น มีแนวคิดตรงนี้แฝงฝังในตัวอยู่เยอะ (ถึงแม้ว่าหลายครั้งจะแลดูตึงเกินไปก็เถอะ) ในเรื่องที่ว่า ต้องทำให้ดี ดีกว่าตอนนี้ ดีกว่าเมื่อวาน แม้แต่ในคัมภีร์ห้าห่วงของมูซาชิ ก็ยังมีคำนี้เลยครับ (จาก คัมภีร์แห่งอาโป ปัจฉิมลิขิต)
แม้วิถีพันลี้ก็ย่างไปทีละก้าว รู้เข้าใจว่า การค่อยๆ นึกคิด ปฏิบัติซึ่งหลักนี้ คือหน้าที่ของนักรบ ควรคิดว่า วันนี้ต้องชนะตัวเองของเมื่อวาน พรุ่งนี้ชนะคนห่วย หลังจากนี้ชนะคนเก่ง
สิ่งนี้ เป็นหนึ่งในการฝึกพื้นฐานกำลังของจิต เพื่อเตรียมพร้อมต่อการฝึกจิต เจริญฌาน ในลำดับต่อไปเท่านั้น หากแค่พื้นฐานตรงนี้ยังไม่มี อย่าไปถามหาเรื่องการนั่งสมาธิ นั่งฌาน อะไรเลย เคยมีคนโวยวายว่า การไล่คนป่วยซึมเศร้าไปนั่งสมาธิมันจะยิ่งดิ่ง ส่วนตัวผมว่า มันเหมือนการไล่คนที่แบบ ไม่มีพื้นฐานร่างกายหรือวิชาอะไรเลย แบบประมาณว่าม้วนหน้ายังไม่เป็น แล้วจู่ๆ ก็ไล่ให้ไป sparring นั่นน่ะแหละ
สิ่งสำคัญของการฝึกซ้อมความแข็งแรงของจิต หัด “ออกกำลังจิต” (คล้ายๆ ออกกำลังกาย) นั้น เราต้องมีทัศนะว่า ต้องทำให้ได้ “ตลอดเวลา” จะขอยกตัวอย่างนิทานเซนเรื่องนี้ละกันนะครับ
พระรูปหนึ่ง…ฝึกเซ็น (ฌาน) มาเป็นเวลาสิบกว่าปี
จนเข้าใจว่า ตัวเองสำเร็จแล้ว จึงเดินทางไปหาอาจารย์
ไปถึงสำนักอาจารย์ ถอดรองเท้าไว้ แขวนเสื้อคลุมแล้ววางร่มไว้ใกล้ประตู เข้าไปกราบอาจารย์ รายงานว่าตนได้บรรลุผลสัมฤทธิ์แห่งการฝึกเซ็นแล้ว…
อาจารย์ยิ้ม กล่าวอนุโมทนาในความสำเร็จ แล้วถามว่า
“ข้างนอกฝนตกไหม”
“ตกครับ ท่านอาจารย์”
“คุณเอารองเท้า ร่ม และเสื้อคลุมมาด้วยหรือเปล่า?”
“เอามาครับ! วางไว้ใกล้ประตูโน่น” ชี้มือไปที่ประตู
“เออ… คุณวางร่ม ไว้ซ้ายมือหรือขวามือของรองเท้า” อาจารย์ถาม
“จำไม่ได้ครับ!” ลูกศิษย์รับเสียงเบา
“แล้วเสื้อคลุมล่ะ แขวนไว้ด้านซ้ายหรือด้านขวาของร่มและรองเท้า” อาจารย์ถาม
“จำไม่ได้ครับ!” เสียงเบากว่าเดิม…
“สงสัยคุณจะต้องฝึกต่ออีกสิบปีกระมัง สติสัมปชัญญะจึงจะสมบูรณ์” อาจารย์กล่าว ตอนเดินมาส่งลูกศิษย์
ผมคงไม่ต้องบอกกระมัง ว่านิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไร…
ไม่เป็นไรครับ การฝึกหัด ใช่ว่าผลจะสำเร็จวันนี้พรุ่งนี้เลย ผมเอง ที่เขียนๆ อยู่นี่ มิใช่ว่าจะตั้งตัวเป็นอาจารย์สอนใครๆ หรอกนะครับ ที่เขียนๆ อยู่นี่ สอนตัวเองนี่แหละ “การเขียน” มันช่วยย้ำเตือนหรือเรียบเรียงวิเคราะห์สังเคราะห์ความคิดได้ ส่วนถ้าท่านผู้อ่านจะอ่านแล้วมีประโยชน์ ก็ถือว่าเป็นกำไรครับ
ใครที่คิดว่า การฝึกจิต จะต้องเป็นอะไรที่ทำในเวลา สถานที่ หรืออาการจำเพาะ เช่น ต้องเข้าวัด นุ่งขาว นั่งสมาธิ ทิ้งความคิดแบบนี้ไปเสียเถอะนะครับ ความคิดแบบนี้ ไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย มีแต่จะปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาตนเองเสียเปล่าๆ การฝึกจิต ไม่ใช่แค่ “ทำได้ตลอดเวลา” นะครับ ต้องพูดว่า การฝึกจิตนั้น “ต้องทำให้ได้ตลอดเวลา” ต่างหาก
เรื่องรายละเอียดจำเพาะของวิธีการฝึกจิต เจริญฌาน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของจิต นั้น จะขอยกไปบรรยายต่อตอนหน้านะครับ อย่าลืมติดตามอ่านนะครับผม สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (2) สู้ดิวะ กัมบัตเต๊ะ (頑張って) !
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (1) พลังเทพนั้น อยู่ในตัวเราทุกคน
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (0) บทนำ
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (8) เมื่อการอยากจะบอกว่า “ฉันชอบเธอ” กลายเป็น “อาชญากรรม”!?
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (7) การสื่อสารแบบเผชิญหน้า คือ “สิ่งที่มีค่า” ในโลกยุคต่อไป
#เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (3) คุณวางร่มไว้ตรงไหน?


