คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (10) ข้าคือคลื่นหย่ายยย
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน เมื่อเราฝึกจิตเพื่อ “เตรียมความพร้อม” มาได้ถึงจุดหนึ่ง ขั้นต่อไปก็คือ “การประลองกำลัง” ลองเอาพลังจิตที่ฝึกมา มาใช้เพื่อหัดสำแดง “พลังเทพ” ในระดับชั้นประถมดู (ฮา)
แต่ก่อนจะสำแดง “พลังเทพ” ต้องมั่นใจว่าเรามีพลังจิตที่สามารถยืนระยะได้ต่อเนื่อง พลังตรงนี้ ได้จากการฝึก “สติปัฏฐาน” ซึ่งมีวิธีดังนี้
๑. กายานุปัสสนา (ดูความเปลี่ยนแปลงของกาย) ไล่ระดับไปตั้งแต่ลมหายใจเข้าออก อิริยาบถ ๔ ไปจนถึงมูฟเมนต์การเคลื่อนไหวของร่างกาย (ผมเองยังมาได้ถึงเพียงแค่ระดับนี้) อาการ ๓๒ ไปจนถึงธาตุ ๔ และสุดที่การเปลี่ยนแปลงจากกายที่มีชีวิตไปเป็นศพ
๒. เวทนานุปัสสนา (ดูให้เท่าทัน การกระทบที่ทำให้รู้สึก สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์) อันนี้ เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมต้องฝึก และต้องเจ็บตัว ปวดกล้ามเนื้อ และอื่นๆ เพราะทุกขเวทนามันจะได้มาบ่อยๆ ซ้ำๆ ย้ำๆ จนจิตมันเออ ต้องสิ่งที่มาพิจารณาแล้วนะ
๓. จิตตานุปัสสนา (ดูจิตสิ ตอนนี้เป็นไง ณ ตอนนี้ มีกิเลสไหม ฟุ้งซ่านไหมหรือว่าสงบดี ใจตั้งมั่นไหม หรือว่าหวั่นไหว หัดพิจารณาบ่อยๆ ประเดี๋ยวเราจะเริ่มค่อยๆ คิดอยากรู้เองว่า เออ อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้จิดเราเป็นเช่นนั้น) ชีวิตบนเบาะ ทำเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้ดูสิ่งนี้ทุกวันๆ โกรธ หรือกลัว หรือมั่นใจ หรืออะไร ดูไปๆ ทุกวันๆ แหละ
๔. ธัมมานุปัสสนา (ดูธรรม อะไรที่ทำให้ใจฟุบ อะไรที่ทำให้ใจฟู พอถึงจุดหนึ่ง เออ ใจเราฟุบเพราะอย่างๆ นี้ เราก็ควรรู้เท่าทันแล้วเลี่ยง อะไรทำให้ใจฟู เออ เรารู้เพราะอย่างนี้ๆ เราก็ เออ เฉยๆ ไป)
ถ้าอยากใจฟู อยากมีกำลังใจที่จะทำให้ keep ตัวเองให้ฝึกไปได้ตลอด ต้องมีคุณธรรมกำกับนะครับ อย่างระดับ basic ขอแนะนำ อิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) ถ้าระดับ intermediate คือ พละ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ถ้า advance แล้วต้อง โพชฌงค์ ๗ (สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา)
สังเกตไหมครับ ไม่ว่าจะระดับไหน เปิด มา ต้องมี “วิริยะ” คือความเพียรหมดเลย ขาดไม่ได้ ที่ว่าอิทธิบาท ๔ เป็นระดับเบสิก เพราะมันเป็นคุณธรรมกำกับสำหรับคนที่ตั้งใจอยากเดินทางนี้ แต่พละกำลัง ทักษะ อะไรต่างๆ ยังไม่พร้อม ถ้าเป็นบึเจเจก็คือ “สายขาว” นั่นแหละ พอฝึกไปๆ จนเริ่มมีทักษะ มีกำลังกายเพิ่มขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มมาในหนทางนี้ก็คือ “สติ” กับ “สมาธิ” (ตรวจตราตนเอง จิตใจมั่นคง) สิ่งที่เคยมีก็ต้องอัพเกรดขึ้นไป (ฉันทะ อัพเกรดเป็น ศรัทธา ไม่ใช่แค่ชอบ แต่ต้อง “เชื่อมั่น” จิตตะ วิมังสา อัพเกรดเป็น สติ สมาธิ แล้วผลลัพธ์ปลายทางคือปัญญาจะเกิด) ถ้าเป็นบีเจเจก็คือ “สายน้ำเงินถึงสายม่วง” พอฝึกไปถึงจุดหนึ่งต้องยกระดับเป็นแอดวานซ์ คุณสมบัติที่ผมมองว่าสำคัญเลยก็คือ ธัมมวิจยะ (การคิดพินิจถึงเหตุผลของสิ่งต่างๆ อันเป็นการอัพเกรดจากปัญญา คือไม่ใช่แค่รู้ แต่ต้องวิจัย มองมันให้ลึกลงไปอีก) ไปจนถึงจุดสุดท้ายจริงๆ คือ “อุเบกขา” (การมีใจเป็นกลาง) ถ้าไปถึงจุดสุดท้ายนี่ได้ ก็เทียบกับได้สายดำเลยทีเดียว
มีนิทานมาฝาก สะกิดใจ
คนผู้ไม่ยอมสละโลกเพื่อได้ธรรมก็จะเป็นเหมือนบุรุษไม่ยอมทิ้งมัดป่านในเมื่อพบแก้วฉะนั้น มีนิทานเล่ามาว่า มีชาย ๕-๖ คน ได้ทราบข่าวว่าบ้านร้างแห่งหนึ่ง มีคนล้มตายไปด้วยโรคปัจจุบันจนหมดจึงชวนกันไปเก็บเอาทรัพย์ที่ถูกทอดทิ้งไว้ ชายคนหนึ่งพอไปถึงเรือนหลังแรก ได้เห็นมัดป่านก็ดีใจเหลือล้น ค่าที่ตนชอบถักแห จึงแบกเอามัดป่านนั้นไป ครั้นสอบค้นไปยังเรือนหลังอื่นๆ ก็ไปพบเงินทองและแก้วโดยลำดับกัน คนอื่นๆ เขาทิ้งสิ่งที่เขาถือมาก่อนซึ่งมีค่าน้อยกว่าเสีย แล้วเก็บเอาสิ่งมีค่ามากกว่าไป ส่วนตาที่ชอบมัดป่าน อ้างว่าได้แบกมานานแล้วจะทิ้งก็เสียดาย ครั้นจะเอาเงินทองหรือแก้ว ซึ่งเป็นสิ่งมีค่ากว่าเพิ่มขึ้น ก็เหลือกำลังของตัว จึงคงแบกมัดป่านกลับบ้าน คนอื่นๆ เขาร่ำรวยมีเงินทองแก้วเลี้ยงชีพเป็นสุขสืบไป ส่วนตาที่ชอบป่าน ก็ยังคงนั่งฟั่นป่านถักแหไปตามเดิม นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้จักสละสิ่งมีค่าน้อย เพื่อถือเอาสิ่งมีค่ามาก จึงจะมีสุขสมปรารถนา.
ขอเตือนใจไว้ ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ โดยที่ไม่ต้องสละหรือยอมปล่อยมือจากอะไรไปเลยสักอย่าง ใครที่จะเดินในทางสายนี้ เตรียมใจไว้ให้ดี
จากที่คราวที่แล้วได้ยกความเกี่ยวกับ ฌาน ๔ ซึ่งอยู่ในระดับ รูปฌาน (คือยังต้องอาศัยกำหนดจิตที่สิ่งที่ “จับต้องได้” อย่างง่ายสุดๆ ก็ลมหายใจ) ผมขอคัดความถึง วิธีการฝึกฌานในระดับสูงขึ้นไปที่เรียกว่า อรูปฌาน (คือการกำหนดจิตที่ “สิ่งที่จับต้องไม่ได้”) พอไว้สำหรับอ้างอิงและเผื่อเป็นแรงบันดาลใจ
๑. อากาสานัญจายตนฌาน การที่จะทำความเข้าใจลักษณะฌานชั้นนี้ได้แจ่มแจ้ง ผู้ศึกษาต้องย้อนไปสังเกตลักษณะฌานชั้นที่ ๔ ในหมวดรูปฌานอีกที จิตในฌานชั้นนั้น ย่อมสงบมั่นคง รวมลงเป็นหนึ่ง มีอุเบกขา และสติควบคุมอยู่เป็นใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วปราศจากอุปกิเลส เป็นใจนิ่มนวล ละมุนละไม ลมหายใจระงับไป ปรากฏเป็นกลุ่มอากาศโปร่งๆ (ย่อ) ถ้ากำลังแห่งความสงบใจอ่อนลงเมื่อใดก็ปรากฏมีอาการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์-สุขสะเทือนถึงใจอยู่เรื่อยๆ ไป ท่านจึงจัดเป็นเครื่องคับใจในฌานชั้นนี้ ผู้ประสงค์จะหลีกห่างจากสัมพาธะข้อนี้จึงทำความสงบก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยวางสัญญาที่กำหนดหมายในรูป คือ อัตภาพอันเป็นที่ตั้งแห่งลมหายใจนั้นและรูปอื่นๆ อันมาปรากฏในมโนทวาร ทั้งวางสัญญาที่กำหนดหมายในสิ่งต่างๆ มีความรู้สึกนึกเห็นเป็นต้น ทั้งวางสัญญากำหนดหมายในสิ่งสะเทือนจิตใจให้รู้สึกอึดอัดด้วย ทำความกำหนดหมายอากาสานะ คือ กลุ่มอากาศหายใจที่ปรากฏเป็นกลุ่มอากาศโปร่งใสนั้นไว้ในใจเรื่อยไป ใจก็จะสงบรวมเป็นหนึ่ง มีอุเบกขากำกับกระชับแน่นยิ่งขึ้น อากาสานะ คือ อากาศหายใจนั้นจะโปร่งใสแผ่ซ่านกว้างขวาง ไม่มีขอบเขตจำกัดเหมือนในจตุตถฌาน แม้อัตภาพก็จะโปร่งใสกลายเป็นอากาศไป ไม่มีสิ่งใดๆ ที่ถึงความเป็นรูปจะปรากฏในมโนทวารในขณะนั้น ความสงบจิตใจขั้นนี้แหละที่เรียกว่าอากาสานัญจายตนฌาน
๒. วิญญาณัญจายตนฌาน อรูปฌานที่ ๑ นั้นมีสิ่งทั้ง ๓ ปรากฏสัมพันธ์กันอยู่คือ อากาสานะที่แผ่ซ่านกว้างขวางเป็นอากาศโปร่งใส เป็นที่ใส่ใจกำหนดหมายรู้อยู่นั้น ๑ กระแสมโนวิญญาณคือความรู้เห็นอากาศนั้น ๑ และธาตุรู้ซึ่งดำรงมั่นคง ณ ภายในนั้น ๑ เมื่อสิ่งทั้ง ๓ นี้ยังสัมพันธ์กันอยู่ตราบใด ความปลอดภัยจากความสะเทือนก็ย่อมยังหวังไม่ได้ตราบนั้น เพราะอากาศเป็นตัวธาตุ และวิญญาณเป็นตัวสื่อสัมผัสนำกระแสสะเทือนเข้าสู่จิตใจได้อยู่ (ย่อ) ผู้ประสงค์จะหลีกออกจากสิ่งคับใจให้ยิ่งขึ้น จึงพยายามวางสัญญานั้นเสีย มากำหนดหมายใส่ใจเฉพาะกระแสวิญญาณทางใจสืบไป เมื่อใจสงบรวมลงเป็นหนึ่งมีอุเบกขากำกับมั่นคงแล้ว จะปรากฏเห็นกระแสมโนวิญญาณแผ่ซ่านไพศาลไปทั่วอากาศทั้งหมด อากาศปรากฏไปถึงไหน มโนวิญญาณก็แผ่ซ่านไปถึงนั่น ไม่มีขอบเขตจำกัด ความสงบใจขั้นนี้แหละท่านเรียกว่าวิญญาณัญจายตนฌาน
๓. อากิญจัญญายตนฌาน อรูปฌานที่ ๒ วิญญาณกับอากาศยังมีส่วนใกล้ชิดกัน ทำให้เกิดการสังโยคกันได้ง่าย ไม่เป็นที่ปลอดภัยจากสิ่งคับใจ ผู้ประสงค์ทำใจให้สงบประณีตห่างจากสิ่งบังคับใจยิ่งขึ้น จึงปล่อยวางสัญญาที่กำหนดหมายกระแสวิญญาณนั้นเสีย มากำหนดหมายตัวมโนธาตุ คือผู้รู้ซึ่งดำรงอยู่ ณ ภายใน ไม่กำหนดรู้อะไรๆ อื่นๆ ในภายนอกแม้แต่น้อย เมื่อใจสงบรวมลงเป็นหนึ่งมีอุเบกขากำกับอยู่อย่างมั่นคง จะปรากฏมีแต่ธาตุรู้ดำรงอยู่โดดเดี่ยว ไม่รับรู้อะไรๆ อื่นๆ ทั้งหมด นอกจากความรู้สึกกลางๆ ทางใจเท่านั้นปรากฏอยู่ จึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรแม้น้อยหนึ่ง (นัตถิ กิญจิ) ก่อกวนจิตใจให้รำคาญ ความสงบจิตในขั้นนี้ท่านเรียกว่าอากิญจัญญายตนฌาน
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อรูปฌานที่ ๓ จิตใจดำรงเป็นเอกภาพ มีความรู้สึกกลางๆ ณ ภายใน กระแสมโนวิญญาณคอยเกิดขึ้นรบกวน เป็นเหตุให้รับรู้อะไรๆ อื่นๆ ซึ่งทำให้รำคาญใจ คับใจ อึดอัดใจ ยังไม่ปลอดภัยแท้ ผู้ประสงค์ความสงบใจโปร่งใจยิ่งขึ้น จึงสำเหนียกทราบว่าการกำหนดหมายรู้ธาตุรู้นั่นเองเป็นตัวเหตุภายใน ก่อให้เกิดกระแสมโนวิญญาณคอยรับรู้อะไรๆ อยู่ จึงพยายามวางมโนสัญญานั้นเสียแล้วมากำหนดหมายความสงบประณีตของจิตใจนั้นเองอยู่เรื่อยไป เป็นการผ่อนสัญญาให้อ่อนลง ใจจะได้สงบว่างโปร่งเป็นเอกภาพจริงจังขึ้น เมื่อใจสงบรวมลงเป็นหนึ่ง ถึงความเป็นเอกภาพ เด่นชัดขึ้นกว่าเดิม ความรู้สึกอารมณ์เกือบดับหมดไปแล้ว หากแต่ยังมีสัญญาในความสงบประณีตนั้นผูกมัดไว้ให้จิตใจแขวนต่องแต่งกับโลกอยู่อีก ยังไม่เป็นเอกภาพสมบูรณ์จริงๆ สัญญายังเหลือน้อย เกือบจะพูดได้ว่าไม่มี เป็นสัญญาละเอียดประณีตที่สุด เป็นยอดสัญญา (ย่อ) ความสงบแห่งจิตใจชั้นนี้แล ท่านเรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
ผมอ่านแล้วแบบ โออะไรมันจะเทพปานนั้น ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ เหมือนกับการที่ได้ไป “ท่องอวกาศ” เลย
แต่ โอเค ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เรามาดูเรื่องของการใช้ประโยชน์การ “พลังเทพ” ที่ได้จากการฝึกจิตในระดับเบาะๆ กันหน่อย อ่ะงานนี้นิทานเซนต้องมาละ
ในตอนต้นสมัยเมจิ ประเทศญี่ปุ่นมีนักซูโม่ผู้มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งชื่อ โอนามิ (大波?) แปลว่า คลื่นใหญ่
.
โอนามิเป็นฅนแข็งแรงมากๆ และรอบรู้ศิลปะแห่งการปล้ำซูโม่เป็นอย่างดี ในการแข่งขันฝึกซ้อมเป็นการภายใน เขาก็เอาชนะได้แม้แต่ครูของเขาเอง ทว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางประชาชนหมู่มาก เขาก็กลับประหม่าเสียจนแม้แต่บรรดาลูกศิษย์ของเขาก็สามารถจับเขาทุ่มลงได้
โอนามิรู้สึกว่าเขาจะต้องเข้าไปขอคำแนะนำจากอาจารย์เซนเสียแล้ว ขณะนั้นท่านฮากุยุ เป็นอาจารย์เซนที่ชอบธุดงค์ตระเวนท่องไปตามที่ต่างๆ และตอนนี้ได้มาหยุดพำนักอยู่ที่วัดเล็กๆ ใกล้ๆ ในละแวกนั้น ดังนั้น โอนามิจึงเดินทางไปหาท่าน และเรียกให้ท่านทราบถึงปัญหาของเขา
.
“ชื่อของเธอคือคลื่นใหญ่” อาจารย์เซนแนะนำขึ้น “ดังนั้นจงอยู่ในวัดนี้ตลอดคืนนี้ จงวาดมโนภาพว่าเธอเป็นลูกคลื่นเหล่านั้น เธอไม่ใช่นักซูโม่ที่ขึ้นประหม่าอีกต่อไปแล้ว เธอเป็นลูกคลื่นมหึมาที่จะกวาดทุกๆ สิ่งที่ขวางอยู่ข้างหน้า และกลืนกินทุกสิ่งที่อยู่ในเส้นทางของมัน จงกระทำเช่นนี้แล้วเธอจะเป็นนักซูโม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนนี้”
.
แล้วอาจารย์ก็ละไป โอนามินั่งสมาธิภาวนาตลอดคืน พยายามวาดมโนภาพว่าตัวเองเป็นลูกคลื่น เขาคิดไปในหลายๆ เรื่อง แต่แล้วก็หันมารู้สึกถึงลูกคลื่นได้ถี่มากยิ่งขึ้น จนเมื่อเวลาในยามค่ำคืนนั้นผ่านไปดึกมากขึ้น ลูกคลื่นก็ใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น มันกวาดดอกไม้ในแจกันล่องลอยไป และแม้แต่พระพุทธรูปบนแท่นบูชาก็ยังถูกท่วมด้วยน้ำอันมีปริมาณมากมากมาย และก่อนรุ่งสางวัดทั้งวัดก็ไม่เหลืออะไรอยู่เลย นอกจากกระแสน้ำของทะเลอันไพศาลปกคลุมอยู่อย่างท่วมท้น
.
ในตอนเช้าอาจารย์ก็พบว่าโอนามิกำลังนั่งอยู่ในท่าสมาธิภาวนา พร้อมทั้งมีรอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขา ท่านอาจารย์จึงตบไหล่ของนักซูโม่เบาๆ
“ทีนี้จะไม่มีสิ่งใดสามารถรบกวนเธอได้อีกแล้ว” ท่านกล่าวขึ้น “เธอเป็นคลื่นเหล่านั้น เธอจะกวาดทุกๆ สิ่งที่ขวางหน้าเธออยู่”
.
ในวันนั้นเอง โอนามิได้เข้าแข่งขันซูโม่อีก และได้รับชัยชนะ และหลังจากนั้น ไม่มีใครในญี่ปุ่นจะสามารถเอาชนะเขาได้อีกเลย
นิทานเรื่องนี้ ไปพ้องกับเนื้อหาว่าด้วย “จิตตบริหาร” (คือการ exercise จิต) ในหนังสือ “ทิพยอำนาจ” ซึ่งมีวิธีการต่างๆ นานา เช่น แต่งความรู้สึกตามกระแส ทวนกระแส ตัดกระแส เป็นกลางระหว่างกระแส (ชอบเป็นชอบ ชอบเป็นชัง เลิกชอบเลิกชัง ไม่ชอบไม่ชัง) กำหนดว่ามีอสุภะในกายตน กำหนดจิตให้เป็น เมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขาแล้วแผ่ออกไป กำหนดจิตให้นึกว่ากำลังอำนาจของสิ่งหนึ่งๆ เข้ามาอยู่ในตน (ข้าคือคลื่นหย่ายยย) กำหนดจิตให้รู้สึกว่ากายเบาเป็นสำลี (เพิ่มพลังความเร็ว) กำหนดแสงสว่างในใจแล้วแผ่ออกไป กำหนดความรู้สึกกลิ่นต่างๆ หรือภาพต่างๆ ขึ้น ให้ปรากฎต่อผู้อื่น
นอกจากนี้ ใน “ทิพยอำนาจ” ยังได้กล่าวถึงการฝึกเพ่งจิตเฉพาะจุดในร่างกายด้วย ซึ่งได้กล่าวไว้ดังนี้
๑. ตรงท้องน้อยใต้สะดือประมาณ ๒ นิ้ว จะบังเกิดผลผ่อนบรรเทาทุกขเวทนาทางกายลงได้.
๒. ตรงสะดือ จะบังเกิดรู้เห็นส่วนต่างๆ ของร่างกายขึ้นตามความเป็นจริง.
๓. ตรงเหนือสะดือประมาณ ๒ นิ้ว จะบังเกิดความรู้สึกกำหนัด และเกิดกำลังกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น.
๔. ตรงทรวงอกระดับหัวใจ จะบังเกิดการตรัสรู้ขึ้น.
๕. ตรงคอกลวง ใต้ลูกกระเดือก จะทำให้หลับ.
๖. ตรงคอกลวง เหนือลูกกระเดือก จะทำให้หายหิว.
๗. ตรงปลายจมูก จะก่อให้เกิดความปีติยินดี ซาบซ่าน.
๘. ตรงลูกตา จะบังเกิดจิตตานุภาพ.
๙. ตรงระหว่างคิ้ว จะบังเกิดความตื่น หายง่วงได้.
๑๐. ตรงกลางกระหม่อม จะบังเกิดปฏิภาณผ่องแผ้ว และสามารถเห็นทวยเทพได้ด้วย.
๑๑. ตรงท้ายทอย จะไม่รู้สึกทุกขเวทนาทางกายแต่ประการใด เป็นที่หลบเวทนาได้ดี.
๑๒. ตรงประสาททั้ง ๕ จะบังเกิดสัมผัสญาณ มีความสามารถรับรู้สิ่งที่มาสัมผัสทางประสาททั้ง ๕ ได้ดี.
น่าตกใจว่า ในจุดพวกนี้ มีสิ่งที่ไปพ้องกับเรื่อง “จุดตันเถียน” (ทันเด็น 丹田) ในวิชาชี่กงของจีน ซึ่งเขาบอกว่ามี ตันเถียนบน คือหว่างคิ้ว ตันเถียนกลาง คือกลางหัวใจ (กลางอก) ตันเถียนล่าง คือท้องน้อย (ใต้สะดือ) แต่โดยมากในวิทยายุทธ์ญี่ปุ่นนั้น จะมุ่งไปที่ “ตันเถียนล่าง” เสียมาก เช่นในวิชาดาบอิไอ มีคำสอนว่า ให้ใส่พลังลงไปที่ทันเด็น (คือใต้สะดือ) คำสอนเบื้องต้นเรื่องการย่อเอวถ่วงช่วงล่างลง จริงๆ ก็เป็นไปเพื่อฝึกให้เกิดการใส่พลังลงไปที่ใต้สะดือโดยธรรมชาติ
เป็นไงบ้างครับท่านผู้อ่าน วันนี้ก็อาจจะแบบมาแบบจุกๆ ไปหน่อยนะครับ
งานหนังเอไอสไตล์โทคุซัตสึของผม เริ่มจะกลายเป็นภาพใหญ่ของ “สามฮีโร่” แล้วครับ กะปิดจบซีซั่นแรก เดือนหน้า และขึ้นซีซั่นใหม่กันเลย ตอนที่ 9 ออกแล้ว มันโคตรๆ เพราะเรื่องจะมาถึงจุดไคลแมกซ์แล้ว
ส่วนใครยังไม่เคยดูตอนแรกๆ ก็ดูทางนี้ได้ ทำภาพพรีวิวใหม่ ไฉไลสุดๆ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับวันนี้ขอลาไป่ก่อนแล้วค่อยพบกันใหม่นะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (9) โทจิมะอยากเป็นคาเมนไรเดอร์!! ส่วน “พีรดนย์” ดัน (ต้อง) ตกกระไดพลอยโจนมาเป็น “ไอ้มดขาว Termite” ซะอย่างงั้น!!
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (9) หยินกับหยาง
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (8) วิถีเดินเดี่ยว
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (7) การ “ดัดจริต”
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (6) ประตูสวรรค์เปิดแล้ว
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (10) ข้าคือคลื่นหย่ายยย



