12 สวนสวยญี่ปุ่นแบบไม่ซ้ำใคร ชอบดอกไม้ก็ฟิน ชอบถ่ายรูปเช็คอินก็ฉ่ำใจ
แม้ญี่ปุ่นจะไม่ได้เป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่กลับมีสวนสวยๆ สำหรับให้คนที่ชอบดอกไม้ใบหญ้าทั้งหลายไปเดินเล่นรับลมกันเพียบ ยิ่งในช่วงรอยต่อของฤดูใบไม้ผลิกับหน้าร้อนแบบนี้ ยิ่งมีดอกไม้สีสันสดใสหลากหลายชนิดให้ได้เดินชมกัน ลืมสวนเดิมๆ อย่างอุเอโนะหรืออีกหลายแห่งที่เราคุ้นเคยกันไปได้เลย เพราะวันนี้เราจะชวนคุณไปทำความรู้จักกับสวนบรรยากาศใหม่ๆ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยได้คุ้นหูคุ้นตา ขออัญเชิญสายเขียวทั้งหลายมามุงตรงนี้ รับรองว่าแต่ละที่โดนใจคุณแน่นอน
12 สวนสวยบรรยากาศใหม่ๆ ในญี่ปุ่น
1. Kyu – Furukawa Garden, โตเกียว

บอกเลยว่าใครชอบถ่ายรูปต้องแวะมาเช็คอินที่สวนคิว – ฟุรุคาวะแห่งนี้ เพราะที่นี่เป็นสวนสวยในบรรยากาศแปลกตาไม่เหมือนใคร ด้วยการผสมผสานความสง่างามสุดคลาสสิกของคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เข้าไว้กับไม้ดอกแสนสวยมากมาย โดยมีไฮไลท์เป็นดอกกุหลาบซึ่งจะผลิบานกันเต็มที่ในช่วงรอยต่อของฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน คฤหาสน์นี้ตั้งอยู่บนเนินเขา โดยมีสวนสวยสไตล์อิตาลีและฝรั่งเศสล้อมรอบ ถัดลงมาจะเป็นสวนกุหลาบพันปีและสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่ล้อมรอบสระน้ำขนาดใหญ่ ที่นี่จะมีเทศกาลดอกกุหลาบให้ชมกันในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนในแต่ละปี หลายคนที่เคยไป ยังแนะนำว่าห้ามพลาดการชมดอก Blue Moon ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของสวนนี้ด้วยนะคุณ
ค่าเข้าชม: 150 เยน
พิกัด: Tokyo, Kita-ku, Nishigahara 1-27-39
เวลาเปิด – ปิด: 09.00 – 17.00 น. (เข้าชมรอบสุดท้าย 16.30 น.)
2. Akirudai Park, โตเกียว

สวนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในย่านชานเมืองโตเกียวแห่งนี้ เป็นพิกัดที่เหมาะจะพาครอบครัวมาปิกนิกแบบสุดๆ เชียวละ เพราะที่นี่มีสนามหญ้ากว้างที่สามารถนำจานร่อนมาสนุกกันได้ มีพื้นที่บาร์บีคิวให้ใช้บริการ ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปียังมีเทศกาลดอกกุหลาบ ซึ่งนอกจากคุณจะได้เต็มอิ่มกับความสวยที่ได้ชื่อว่าน่าประทับใจไม่แพ้ที่ไหนในญี่ปุ่นแล้ว ยังมีดนตรีสดเล่นคลอไปให้คุณได้เพลินทั้งหูและตา สวนนี้ถูกออกแบบมาโดยใช้สถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปเป็นหลัก นอกจากนั้นยังมีน้ำพุที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปเล่นน้ำคลายร้อนกันได้ ใครชอบออกกำลังกายในบรรยากาศสวนสวยสบายตา ปักหมุดมาได้เลย
ค่าเข้าชม: ฟรี
พิกัด: Tokyo, Akiruno, Ninomiya 673-1
เวลาเปิด – ปิด: 24 ชั่วโมง
3. Jindai Botanical Gardens, โตเกียว

นี่คือสวนพฤกษศาสตร์แห่งเดียวในโตเกียวเชียวนะ และเมื่อได้ชื่อว่าเป็นสวนพฤกษศาสตร์ก็แน่นอนว่าด้านในย่อมเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ที่หลากหลาย ว่ากันว่าที่นี่มีดอกไม้สวยๆ ให้ชมกันได้ตลอดทั้งปี แถมยังมีไฮไลท์เด็ดเป็นสวนกุหลาบที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียวอีกด้วย ใครชอบถ่ายรูปเชื่อว่ามาที่นี่คงไม่มีคำว่าผิดหวัง เพราะเค้ามีมุมสวยปังให้โพสต์กันได้แบบฉ่ำๆ ไปเลยจ้า ใครชอบกุหลาบปักหมุดเอาไว้เลยนะ เพราะที่นี่เค้ารวบรวมสายพันธุ์กุหลาบจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ให้ชมกัน ใครมีความสุขกับการได้เดินชมไม้ดอกไม้ใบ ถูกใจที่นี่แน่นอน
ค่าเข้าชม: 500 เยน
พิกัด: Tokyo, Chofu-shi, Jindaiji Motomachi-cho 5-31-1
เวลาเปิด – ปิด: 09.30 – 17.00 น. ปิดวันจันทร์ (เข้าชมรอบสุดท้าย 16.00 น.)
4. Ashikaga Flower Park, โทชิกิ

จะบอกว่านี่คือหนึ่งในพิกัดที่สามารถชมความสวยอลังการของดอกวิสทีเรียกันได้แบบสะใจ และคอนเฟิร์มว่าสวยตาแตกไปเลยจ้า โดยหนึ่งในต้นวิสทีเรียของที่นี่นั้นมีอายุถึง 160 ปี สวนอาชิคางะนั้นมีไม้ดอกไม้ใบให้ชมความสวยกันได้ตลอดทั้งปี และในช่วงหน้าหนาวที่อาจจะไม่มีสีเขียวๆ ของพืชพรรณให้ชมกัน ที่นี่ก็มีการจัดงาน Illuminations หรืองานประดับไฟสารพัดสีให้เดินชมความน่าตื่นตาตื่นใจกันได้ ใครไปช่วงนี้มีความงามของดอกไอริสและไฮเดรนเยียให้สัมผัสกันด้วยน้า บอกเลยว่าไปเดินตอนไหนก็ต้องฟิน
ค่าเข้าชม: 200 – 2,300 เยน
พิกัด: Tochigi-ken, Ashikaga-shi, Hasama-cho 607
เวลาเปิด – ปิด: 10.00 – 17.00 น. ปิดวันพุธและพฤหัสที่ 3 ของเดือนกุมภาพันธ์ และวันที่ 31 ธันวาคม (เข้าชมรอบสุดท้าย 16.30 น.)
5. Ibaraki Flower Park, อิบารากิ

อีกหนึ่งสวนที่มีวิวสุดปังให้ชมกันมากมาย อย่างในช่วงฤดูร้อนแบบนี้ก็จะมีทั้งไฮเดรนเยีย ลิลลี่ บีโกเนีย ป๊อปปี้ ไอริส กุหลาบ และบัวสายพันธุ์ต่างๆ ให้ได้ชมความสวยงามกันอย่างจุใจ เพราะที่นี่เค้ามีไฮเดรนเยียแบบจุกๆ กว่าร้อยสายพันธุ์ ซึ่งจะผลิบานให้ชมกันประมาณ 3 ล้านดอกต่อปี! นอกจากนั้นยังมีอุโมงค์กุหลาบความยาว 60 เมตร ซึ่งจุดเด่นอีกอย่างของสวนนี้คือการได้ชมความสวยไปพร้อมกับกลิ่นหอมตลบอบอวลจากกุหลาบ และยังมีการจัดงานเทศกาลต่างๆ อีกมากมาย ภายในสวนยังมีกิจกรรมและร้านขายพืชผลการเกษตรให้ช้อปปิ้งกันได้แบบเพลินๆ ด้วยนะ หากเดินชมดอกไม้จนหิว ที่นี่ก็ยังมีร้านอาหารบรรยากาศดี๊ดีให้นั่งกินอาหารท่ามกลางธรรมชาติกันได้ เป็นอีกสวนที่ไปเช็คอินแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน
ค่าเข้าชม: 400 – 1,200 เยน
พิกัด: Ibaraki-ken, Ishioka-shi, Shimoaoyagi 200-banchi
เวลาเปิด – ปิด: 09.00 – 17.00 น. ปิดทุกวันอังคาร, วันที่ 31 ธันวาคม และ 1 มกราคมของทุกปี
6. Yokohama English Garden, คานากาวะ

หากไปถูกช่วงถูกเวลา คุณจะสามารถดื่มด่ำกับความสวยของกุหลาบราว 2,200 สายพันธุ์ที่อยู่ภายในสวนนี้ได้แบบสุดจะสะใจ เรียกว่ามาที่นี่คือได้ดูกุหลาบสวยๆ กันไปยาวๆ ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงราวฤดูใบไม้ร่วง ความหลากหลายของพันธุ์ไม้ในสวนนี้จะทำให้คุณได้ดูดอกไม้กันแบบสุดเพลินยาวๆ ไป สวนนี้มาในสไตล์สวนแบบอังกฤษซึ่งมีไฮไลท์เป็นดอกกุหลาบมากกว่า 1,300 สายพันธุ์ และนับเป็นสวนสวยสไตล์อังกฤษซึ่งชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในละแวกโตเกียวและเมืองใกล้เคียง ใครชอบไฮเดรนเยียที่นี่มีให้ดูมากกว่า 300 สายพันธุ์ รับประกันว่าต้องฟิน
ค่าเข้าชม: 700 – 1,500 เยน
พิกัด: Kanagawa-ken, Yokohama, Nishi-ku, Nishihiranuma-cho 6-1, tvk ecom park-nai
เวลาเปิด – ปิด: 10.00 – 18.00 น.
7. Sakura Kusabue no Oka, ชิบะ

นี่คือสวนสวยที่เคยได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘สวนกุหลาบ Hall of Fame’ จากโครงการ Great Rosarians of the World ของสหรัฐอเมริกา ในทุกปี จะมีการจัดงานเทศกาลกุหลาบขึ้นที่นี่ ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ซึ่งจะมีการจัดแสดงความสวยงามของดอกกุหลาบมากกว่า 1,250 สายพันธุ์ โดยสวนนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1995 และนับเป็นสวนซึ่งมีความเชี่ยวชาญและโดดเด่นมากในเรื่องของการรวบรวมและดูแลกุหลาบสายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกุหลาบสายพันธุ์เก่าแก่ที่ทางสวนมีการอนุรักษ์รวบรวมเอาไว้ และด้วยความที่เดิมทีส่วนหนึ่งของสวนนี้เคยเป็นสถาบันวิจัยเกี่ยวข้องกับสายพันธุ์กุหลาบมาก่อน คุณจึงมีโอกาสจะได้พบเห็นทั้งกุหลาบสายพันธ์ุเก่าแก่ และกุหลาบพันธุ์ใหม่ซึ่งมีการคิดค้นวิจัยขึ้นมา ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ดอกกุหลาบปักหมุดไว้เลยน้า รับรองว่ามาแล้วกรี๊ดแน่นอน!
ค่าเข้าชม: 150 – 400 เยน
พิกัด: Chiba-ken, Sakura-shi, Iino 820-banchi
เวลาเปิด – ปิด: 09.00 – 17.00 น.
8. Gifu World Rose Garden, กิฟุ

แค่ชื่อก็บอกเลยว่านี่คือสวนที่มาแล้วต้องได้เต็มอิ่มกับดอกกุหลาบกันแบบจุใจ ซึ่งคอนเฟิร์มให้เลยว่าจริง! เพราะที่สวนนี้มีกุหลาบมากถึงราว 6,000 สายพันธุ์ กว่า 20,000 ต้นให้ได้ชมกัน และถือว่าเป็นสวนกุหลาบซึ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเลยเชียวละ นอกจากจะได้มาชมความสวยของดอกกุหลาบละลานตา ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ดอกไม้ มีเรือนกระจกขนาดใหญ่ มีหอคอยดอกไม้สูง 45 เมตรให้ใช้เป็นจุดชมวิวมุมสูงได้ ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่จึงเดินชมความสวยของดอกไม้กันได้แบบจุกๆ ไปเลยจ้า เป็นอีกหนึ่งสวนที่น่าปักหมุดเลยทีเดียว
ค่าเข้าชม: 1,050 เยน
พิกัด: Gifu-ken, Kani-shi, Seta 1584-1
เวลาเปิด – ปิด: 09.00 – 17.00 น. ปิดทุกวันอังคาร
9. Rosa & Berry Tawada, ชิงะ

นี่คือสวนสวยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายสไตล์สวนอังกฤษ ซึ่งอาจทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้วาร์ปข้ามทวีปไปในทันทีที่ก้าวขาเข้ามา ด้วยบรรยากาศที่แสนจะน่ารักของสวนกุหลาบ ฟาร์มแกะ บ้านแบบชนบทสไตล์ยุโรป หรือบ้านหลังเล็กซึ่งให้อารมณ์คล้ายบ้านฮอบบิทใน The Lord of the Rings นอกจากนั้นยังมีพื้นที่รวมรวมพันธุ์ไม้หายากจากประเทศจีน ลาว และอินเดีย มีร้านอาหารและคาเฟ่แสนน่ารักซึ่งเสิร์ฟเมนูซึ่งใช้ผักสดจากฟาร์มเป็นวัตถุดิบหลัก เรียกว่าหากอยากเดินเล่นถ่ายรูปเพลินๆ หรือออกเดทกับคนรู้ใจในบรรยากาศสบายๆ นี่คือหนึ่งสวนที่น่าสนใจสุดๆ เลย
ค่าเข้าชม: 1,000 – 1,900 เยน
พิกัด: Shiga-ken, Maibara-shi, Tawada 605-10
เวลาเปิด – ปิด: 10.00 – 17.00 น. ปิดทุกวันอังคาร
10. Sora no Hanabatake Sera Kogen Hana no Mori, ฮิโรชิม่า

หลายคนบอกว่านี่คือ hidden gem แห่งเมืองฮิโรชิม่า! ภายในสวนนี้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ Sera Kogen Farm ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงเทศกาลดอกไม้ตามฤดูกาล โดยจะหมุนเวียนประเภทของดอกไม้ให้ชมกันตลอดทั้งปี, Sky Flowerbed Sera Kogen Hana no Mori ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสวนกุหลาบที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยจะเน้นกุหลาบสายพันธุ์อังกฤษเป็นพิเศษ, Flower Village Kamu no Sato หมู่บ้านดอกไม้ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง พื้นที่กว้างขวาง ซึ่งมีท้องฟ้ากว้างและภูเขาสีเขียวเป็นแบ็คกราวนด์ชั้นดี และ Sera Fujien (Wisteria Garden) ที่มีต้นวิสทีเรียให้ชมความสวยกันกว่า 1,200 ต้น และยังมีสีสันสุดน่ารักของดอกลูพินที่แสนจะน่าเอ็นดูมาสลับสับเปลี่ยนกัน
บอกเลยว่าทั้งหมดที่บอกมานี่แค่เกริ่นนำเท่านั้นนะ ยังมีวิวปังๆ ให้ได้แชะรูปกันอีกเพียบเลยจ้า ใครไปฮิโรชิม่าควรไปโดน
ค่าเข้าชม: 500 – 1,200 เยน
พิกัด: Hiroshima-ken Sera-gun, Sera-cho, Tobari, Soraguchi 1405-ban
เวลาเปิด – ปิด: 09.00 – 17.00 น.
11. Reoma Flower World, คากาวะ

นี่คือสวนดอกไม้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่เอนเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ ที่ด้านในมีทั้งสวนสนุกซึ่งมีเครื่องเล่นหลากหลาย มีการแสดงแสง สี เสียง ที่น่าตื่นใจและน่าตื่นตา มีสวนน้ำขนาดใหญ่ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น มีโรงแรม และอื่นๆ อีกมากมาย ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี ที่นี่จะมีเทศกาลดอกไม้ซึ่งจัดแสดงสายพันธุ์กุหลาบหลากหลายจากทั่วโลก และจะมีการจัดแสดงดอกไม้นานาชนิดหมุนเวียนไปตามฤดูกาล บนพื้นที่ขนาดประมาณ 50,000 ตารางเมตร ถ้าคุณอยากเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อหลบหลีกผู้คนมากมายจากสวนสนุกชื่อดังระดับโลกดูบ้าง นี่คืออีกพิกัดสุดปังที่ควรปักหมุดไปลอง
ค่าเข้าชม: 1,500 – 5,000 เยน
พิกัด: Kagawa-ken, Marugame-shi, Ayauta-cho Kurikumanishi 40-1
เวลาเปิด – ปิด: 10.00 – 17.00 น. (จันทร์ – ศุกร์) และ 10.00 – 20.00 น. (เสาร์ – อาทิตย์) ปิดทุกวันอังคาร
12. Uminonakamichi Seaside Park, ฟุกุโอกะ

สวนสาธารณะแสนสวยซึ่งกินพื้นที่บนภูเขาซึ่งอยู่ติดกับท้องทะเลสีฟ้าคราม สวนนี้มีความยาวโดยรอบถึงประมาณ 6 กิโลเมตร ด้านในสวนมีโซนสวนสัตว์เล็กๆ แสนจะน่ารัก และสำหรับคนรักดอกไม้ ด้านในสวนนี้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายโซนให้ได้เดินชมธรรมชาติกัน ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ดอกไม้กลางแจ้งและสวนกุหลาบ รวมถึงมีดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์สลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันให้ชมได้เกือบตลอดทั้งปี มีเลนจักรยานให้เราได้ปั่นชมสวนกันสบายๆ มีสนามหญ้าขนาดใหญ่ มีสนามเด็กเล่น และอื่นๆ อีกมากมาย ใครไปฟุกุโอกะแล้วอยากมีฟีลชิลล์ๆ สบายๆ ได้รีแล็กซ์ท่ามกลางธรรมชาติแบบไม่เร่งร้อนละก็ ขอบอกว่าต้องมาโดน
ค่าเข้าชม: 250 – 500 เยน
พิกัด: Fukuoka-ken, Fukuoka-shi, Higashi-ku, Oaza Saitozaki 18-25
เวลาเปิด – ปิด: 09.30 – 17.30 น. (ขึ้นอยู่กับฤดูกาล) ติดตามวันหยุดในแต่ละเดือนได้ที่ https://uminaka-park.jp/
หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการเดินทางไปญี่ปุ่นในหน้าร้อนนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่จริงๆ แล้วช่วงฤดูร้อนนั้นยังมีธรรมชาติสวยๆ ให้ดูได้อีกหลากหลายรูปแบบเลยเชียวละ หากคุณเป็นคนชอบถ่ายรูปหรืออยากหาโลเคชั่นสวยๆ ที่ยังแปลกตา ไม่ช้ำ ไม่ซ้ำใคร อยากให้ลองเลือกสวนที่ถูกใจซึ่งเราหยิบมาฝากกันคราวนี้ไว้พิจารณา เพราะนอกจากจะเดินทางง่าย ส่วนใหญ่ราคาก็ยังสบายกระเป๋าอีกด้วยนะ ตั๋วเครื่องบินญี่ปุ่นช่วงนี้ก็ราคาดี๊ดี ใครจะไปรู้ หากคุณได้ไปญี่ปุ่นช่วงหน้าร้อนซักทีอาจจะติดใจก็ได้น้า ไม่เชื่อก็ลองดูเลย!
เรื่องแนะนำ :
– เปิดตำนาน ‘Inugami’ ปีศาจหมาสุดหลอนแห่งแดนอาทิตย์อุทัย
– สยองผีญี่ปุ่น : อินุกามิ
– จากอดีตถึงปัจจุบัน กับวัฒนธรรมการนอกใจในญี่ปุ่น
– Harikuyo – อาบน้ำรวมกัน มันเป็นยังไง…ไปเรียนรู้เรื่องราวของ Konyoku กัน
– 5 กิจกรรมทำง่ายในโตเกียว ใครเบื่อการเดินเที่ยวต้องไปลอง
– ‘KODO’ วิถีแห่งกลิ่น พิธีการแห่งศาสตร์และศิลป์ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้!
ข้อมูลอ้างอิง:
– https://japantoday.com/category/features/travel/
– https://en.wikipedia.org/wiki/Ky%C5%AB-Furukawa_Gardens
– https://www.gotokyo.org/en/spot/ev020/index.html
– https://en.wikipedia.org/wiki/Jindai_Botanical_Garden
– https://www.ashikaga.co.jp/english/
– https://www.flowerpark.or.jp/
– https://visitgifu.com/see-do/gifu-world-rose-garden/
– https://www.rb-tawada.com/english/
– https://sera.ne.jp/en/
– https://www.newreomaworld.com/lang/index.html
– https://uminaka-park.jp/
#12 สวนสวยญี่ปุ่นแบบไม่ซ้ำใคร ชอบดอกไม้ก็ฟิน ชอบถ่ายรูปเช็คอินก็ฉ่ำใจ


