คั่นรายการ โดย Lordofwar Nick
บูชิโด: จิตวิญญาณของญี่ปุ่น (2) รากเหง้าเค้ามูลของ “บูชิโด”
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพ มาถึงตอนที่สองแล้วนะครับ ไม่พูดเยอะละ มาอ่านกันต่อครับ
ในญี่ปุ่นนั้นมีหลายสิ่ง ซึ่งข้าพเจ้าอาจเริ่มด้วยพระพุทธศาสนา มันทำให้เกิดความรู้สึกสงบวางใจในโชคชะตา การยอมจำนนอย่างเงียบๆ ต่อสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสงบไม่ยินดียินร้ายเมื่อเผชิญกับอันตรายหรือภัยพิบัติ การเหยียดหยันชีวิตและการเป็นมิตรกับความตาย ครูสอนดาบคนสำคัญคนหนึ่ง เมื่อเขาเห็นลูกศิษย์ของเขาสำเร็จสุดยอดของศิลปะของเขา จึงได้บอกลูกศิษย์ว่า “นอกเหนือจากนี้ คำสั่งสอนของข้า ต้องหลีกทางให้กับคำสอนของเซน” “เซน” (禅) เป็นคำในภาษาญี่ปุ่นที่เทียบเท่ากับคำว่า ธยาน (ฌาน) ซึ่ง “แสดงถึงความพยายามของมนุษย์ในการเข้าถึงขอบเขตแห่งความคิดที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของการแสดงออกด้วยถ้อยคำ ผ่านสมาธิ”
วิธีการของมันคือการเพ่งพินิจ และเจตนาของมัน เท่าที่ข้าพเจ้าเข้าใจ คือทำให้เชื่อในหลักการอันหนึ่งที่เป็นรากฐานของปรากฏการณ์ทั้งมวล และหากทำได้ ก็คือทำให้เชื่อในสิ่งสมบูรณ์ในตัวมันเอง แล้วจึงเอาตัวเองไปกลมกลืนกับสิ่งสัมบูรณ์ (สิ่งสัมบูรณ์ Absolute หมายถึง กฎที่เป็นจริงเสมอ?) นั้น โดยนิยามไว้ดังนี้ คำสอนดังกล่าวจึงเป็นมากกว่าความเชื่อของนิกายหนึ่ง และใครก็ตามที่บรรลุถึงการรับรู้ซึ่งสิ่งสัมบูรณ์ ย่อมยกตนเองขึ้นเหนือโลกียวิสัยและตื่นขึ้น “สู่สวรรค์ใหม่และโลกใหม่”
อืม บอกตรงๆ ผมแปลเองแล้วยังไม่ค่อยชอบใจคำแปลของตัวเองเลย ยอมรับว่าการที่จะเขียนถึงแนวคิดอะไรในพุทธศาสนา “เป็นภาษาอังกฤษ” มันสื่อให้เข้าใจตรงกันได้ “ยาก” แต่โอเค ในฐานะที่เป็นคนไทยคนพุทธ คอนเซ็ปต์พวกนี้พอเข้าใจอยู่ ฌาน ก็คือ “การเพ่ง” ซึ่งมันต้องมีสมาธิ คือรวมศูนย์จิตของตัวเองไม่ให้ซัดส่ายไปไหนต่อไหนได้
ส่วนอีกคำหนึ่งนี่ พอบอกว่าเหนือโลกียวิสัย (above mundane things) ผมนึกออกอยู่คำเดียวคือคำว่า “โลกุตรธรรม” แปลตรงตัวคือ ธรรมที่อยู่เหนือโลก (โลก+อุตร) ซึ่งถ้าในพุทธศาสนา โลกุตรธรรม ประกอบด้วยมรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ แต่ผมก็งงอยู่นะว่าไอ้คำว่า “สู่สวรรค์ใหม่และโลกใหม่” (“to a new Heaven and a new Earth.”) นี่หมายถึงนิพพานรึเปล่า?
จะเห็นได้ว่าการจะสื่อแนวคิดอะไรกับคนที่เป็นคนละภาษา คนละพื้นฐานความเชื่อ/ศาสนา นี่ มันคุยให้เข้าใจตรงกันได้ยากจริงๆ ขนาดผมมีแบ็กกราวด์ความรู้เรื่องพุทธศาสนา ยังงวยงงกับการใช้คำภาษาอังกฤษเลย แล้วฝรั่งที่เขารู้แต่ศาสนาคริสต์ไม่เคยเรียนศาสนาพุทธ มันจะเข้าใจไปในทางไหนวะเนี่ย?
โอเค เราไปที่ข้อต่อไปดีกว่าครับ
สิ่งที่พุทธศาสนาไม่มีให้ ลัทธิชินโตประเคนให้อย่างล้นเหลือ ความจงรักภักดีต่อองค์อธิปัตย์ การเคารพบูชาต่อความทรงจำของบรรพบุรุษ และความกตัญญูที่ไม่ได้สอนโดยลัทธิอื่น ได้รับการปลูกฝังโดยหลักคำสอนของชินโต ซึ่งมอบการยอมรับอย่างเฉยเมยต่อบุคลิกที่เย่อหยิ่งของซามูไร เทววิทยาชินโตไม่มีที่สำหรับความเชื่อเรื่อง “บาปดั้งเดิม” ในทางตรงกันข้าม มันเชื่อในความดีโดยกำเนิดและความบริสุทธิ์ราวกับพระเจ้าของจิตวิญญาณมนุษย์ โดยยกย่องมันเป็นเสมือนสถานศักดิ์สิทธิ์ที่แถลงพยากรณ์ของพระเจ้า ทุกคนอาจสังเกตได้ว่าศาลเจ้าชินโตไม่มีวัตถุและอุปกรณ์ในการสักการะอย่างเด่นชัด และกระจกธรรมดาที่แขวนอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นส่วนสำคัญของการตกแต่ง
การมีอยู่ของสิ่งนี้อธิบายได้ง่าย ว่ามันเป็นแบบฉบับของจิตใจมนุษย์ ซึ่งเมื่อสงบและชัดเจนอย่างสมบูรณ์แล้ว จะสะท้อนถึงพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้านั้นเอง ดังนั้น เมื่อคุณยืนอยู่หน้าศาลเจ้าเพื่อสักการะ คุณจะเห็นภาพของคุณเองสะท้อนอยู่บนพื้นผิวที่ส่องแสง และการสักการะก็เหมือนกับคำสั่งสอนของสมัยเก่าของ (วิหารแห่งอพอลโลที่) เดลฟี ที่ว่า”จงรู้จักตัวเอง”… ความรู้จะต้องเป็นเรื่องของศีลธรรม การมองเข้าไปในธรรมชาติทางศีลธรรมของเรา…สำหรับเรา ประเทศ (ของเรา) เป็นมากกว่าดินแดนและดินสำหรับขุดทองหรือเก็บเกี่ยวพืชผล มันคือที่พำนักอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า วิญญาณของบรรพบุรุษของเรา สำหรับเรา สมเด็จพระจักรพรรดิเป็นมากกว่ามหาตำรวจแห่งนิติรัฐ (Arch Constable of a Rechtsstaat) หรือแม้แต่องค์อุปถัมภกแห่งรัฐวัฒนธรรม (Patron of a Culturstaat) พระองค์เป็นตัวแทนทางกายภาพของสวรรค์บนดิน ซึงประสมพลังและความเมตตาของสวรรค์นั้นในตัวพระองค์…
อ่านย่อหน้านี่แล้วผมนี่ เบิดคำสิเว่า เลยครับ ก็ ตามที่ท่านผู้อ่านได้อ่านแหละครับ
สำหรับหลักคำสอนด้านจริยธรรมอย่างเคร่งครัด คำสอนของขงจื๊อเป็นแหล่งอันอุดมที่สุดของบูชิโด การที่ขงจื๊อสาธยายถึงความสัมพันธ์ทางศีลธรรมทั้งห้าระหว่างนายกับบ่าว (ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง) พ่อกับลูก สามีกับภรรยา พี่กับน้อง และระหว่างเพื่อนกับเพื่อน เป็นเพียงเครื่องยืนยันถึงสิ่งที่สัญชาตญาณเชื้อชาติเคยรับรู้มาก่อนที่งานเขียนของขงจื๊อจะถูกนำเข้ามาจากเมืองจีน ลักษณะที่สงบ อ่อนโยน และฉลาดในทางโลกของหลักจริยธรรมทางการเมืองของขงจื๊อนั้น เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับซามูไร ซึ่งเป็นผู้ก่อตัวชนชั้นปกครอง น้ำเสียงที่หนักไปทางคณาธิปไตยและอนุรักษ์นิยมของเขานั้นก็ถูกแปลงให้เข้ากับข้อกำหนดของรัฐบุรุษนักรบได้เป็นอย่างดี
ถัดจากขงจื้อ เม่งจื๊อก็ได้สำแดงอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือบูชิโด ทฤษฎีที่มีพลังโน้มน้าวใจและค่อนข้างเป็นประชาธิปไตยของเม่งจื๊อนั้นนำไปสู่ธรรมชาติที่เห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง และทฤษฎีทั้งหลายนั้นกระทั่งถูกเห็นว่าเป็นอันตรายและล้มล้างระเบียบสังคมที่มีอยู่ ด้วยเหตุนี้งานของเขาจึงถูกครหามาเป็นเวลานาน ถึงกระนั้น คำสอนของนักคิดผู้นี้ก็ได้พบกับที่พำนักถาวรในหัวใจของซามูไร
โอเคครับ ผมขอขยายความเท่าที่ผมจะหาความรู้ได้นะครับ
สำหรับขงจื๊อ หลายๆ ท่านคงเข้าใจแนวคิดคำสอนของขงจื้อได้ไม่ยาก “พ่อกับลูก นายกับบ่าว เจ้ากับข้า” เรื่องของ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ-หน้าที่ (ที่ย่อมต้องมีคนที่สูงกว่าและต่ำกว่า) อันนี้เข้าใจไม่ยาก ตัวอย่างมีให้เห็นเยอะไป ส่วนเม่งจื๊อนั้น ด้วยความที่เป็นลูกศิษย์ของขงจื้อ แนวคิดจึงมีลักษณะของการ “ต่อยอด” แต่ต่อยอดบนพื้นฐานความคิดของตนเองจนเกิด “ข้อสรุป” ที่ผิดแผกไปจากเดิม อย่างเช่น คนเราโดยธรรมชาติเป็นคนดี
ความดีทั้งหมายสามารถต่อเติมให้กับมนุษย์ได้ด้วยการศึกษาศิลปะวิทยาการต่างๆ ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้เกิดจากประชาชนเป็นผู้กระทำ แต่เกิดจากบรรดาผู้ปกครองที่ไม่มีการศึกษา (เฮ้ย) ถ้าผู้ปกครองไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนและไม่ได้ปกครองประชาชนอย่างถูกต้อง สวรรค์ก็ย่อมไม่พอใจ ฉะนั้นประชาชนก็ย่อมจะมีสิทธิโค่นล้มผู้ปกครองผู้นั้นได้ (เฮ้ยๆๆๆ)
ก็นั่นแหละครับ
แต่ถ้าถามว่า แล้วคำสอนของเม่งจื๊อมีอิทธิพลอย่างไรกับซามูไร? อิทธิพลนั้นก็คือ การให้ความสำคัญกับ “การศึกษา” ว่า “การศึกษา” นี่แหละจะทำให้ตัวเราชีวิตเราดียิ่งๆ ขึ้นไปนี่แหละครับ จึงปรากฎเรื่องที่ว่าชนชั้นซามูไร (โดยเฉพาะยุคเอโดะ) จะต้องศึกษาศิลปะวิทยาอื่นๆ ด้วย ถึงได้มีคำว่า “บุ๋นบู๊ทวิวิถี” (บุนบุเรียวโด 文武領土) ยังไงล่ะครับ จนพอมาถึงยุคนี้ ก็ถูกแปลงไปเป็น “เรียนดี กีฬาเด่น” ในระบบการศึกษายุคปัจจุบันไป
ดังนั้น ไม่ว่าจะแหล่งใด หลักการสำคัญที่บูชิโดดูดซับจากพวกมันแล้วทำให้กลืนกลายไปกับมันนั้น จึงมีจำนวนน้อยและเรียบง่าย แต่ถึงมีจำนวนน้อยและเรียบง่าย ก็เพียงพอที่จะจัดให้มีเครื่องชี้นำชีวิตที่ปลอดภัย แม้ในวันที่ไม่ปลอดภัยที่สุดของช่วงเวลาที่ไม่มั่นคงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศของเรา ธรรมชาติที่ดีงามและซื่อๆ ของบรรพบุรุษนักรบของเราได้รับอาหารเพียงพอสำหรับจิตวิญญาณของพวกเขาจากกองคำสอนธรรมดาๆ และที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งเก็บมาผสมผเสมาราวกับมันอยู่บนทางหลวงและตรอกซอกซอยแห่งแนวคิดโบราณ และถูกปลุกเร้าโดยความต้องการของยุคสมัย ซึ่งก่อตัวจากสิ่งที่เก็บผสมผเสเหล่านี้ขึ้นมา เป็นความเป็นลูกผู้ชายรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร
นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสผู้เฉียบแหลม เอ็ม. เดอ ลา มาเซลิแยร์ สรุปความประทับใจของเขาในช่วงศตวรรษที่ 16 ว่า: “ในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ล้วนมีแต่ความสับสนวุ่นวายในญี่ปุ่น ในการเมืองการปกครอง ในสังคม และในศาสนจักร แต่สงครามกลางเมือง มารยาททั้งหลายที่หวนคืนสู่ความป่าเถื่อน ความจำเป็นที่แต่ละคนจะต้องบังคับใช้ความยุติธรรม (execute justice) เพื่อตนเอง ผู้คนที่ถูกสร้างขึ้นเหล่านี้เทียบได้กับชาวอิตาลีในศตวรรษที่ 16 ซึ่งถูก เทน (Hippolyte Adolphe Taine นักประวัติศาสตร์และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส) ยกย่องว่า “ความริเริ่มที่มีพลัง นิสัยแน่วแน่แก้ปัญหาอย่างฉับพลันและกระทำการอย่างไมคิดชีวิต ความสามารถอันใหญ่หลวงที่จะทำและทนทุกข์” ในญี่ปุ่น เช่นเดียวกับในอิตาลี มารยาทที่หยาบคายของยุคกลางทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ที่ยอดเยี่ยม พร้อมต่อสู้และต่อต้านโดยสิ้นเชิง
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมศตวรรษที่ 16 จึงแสดงคุณภาพหลักของเชื้อชาติญี่ปุ่นในระดับสูงสุด ซึ่งความผิดแผกอันยิ่งใหญ่ซึ่งคนเราพบได้ระหว่างจิต (ไหวพริบปฏิภาณ) ต่างๆ เช่นเดียวกับระหว่างอารมณ์นิสัยต่างๆ ในขณะที่ในอินเดียและแม้แต่ในจีน ผู้ชายดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างมากในด้านระดับพลังงานหรือสติปัญญา ในญี่ปุ่น พวกเขาแตกต่างกันโดยบุคลิกลักษณะที่ติดตัวมาเช่นกัน ณ ตอนนี้ ความเป็นปัจเจกเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่าและอารยธรรมที่พัฒนาแล้ว หากเราใช้สำนวนอันเป็นที่รักของนิทเช่ เราอาจกล่าวได้ว่าในเอเชีย การพูดถึงมนุษยชาติคือการพูดถึงที่ราบของมัน ในญี่ปุ่น เช่นเดียวกับในยุโรป สิ่งหนึ่งนั้นแทนตัวมันเหนือสิ่งอื่นใดด้วยภูเขา
ครับ ถึงจะมีกลิ่นอายของการอวยชนชาติตัวเองอยู่เยอะก็เถอะ แต่ผมว่าย่อหน้านี้แหละ เด็ดสุด โดนใจฝรั่งแบบ “ปลุกความเป็นชายในตัวคุณ” กันเลยทีเดียว ลูกผู้ชายของแท้มันต้องแบบนี้ เถื่อนแต่เท่ ครับ มันเป็นอะไรค่อนข้างจะทำให้ดูสวยเกิน (romanticized) อยู่เหมือนกัน แต่ เฮ้! มันคือความซึ้งของลูกผู้ชายนะ สังคมฝรั่งโดยพื้นฐานความคิดเขา เขาเชิดชูความเจ๋ง ความเป็นเอกะ (the one) อันมีได้แค่อันเดียวไม่มีสิ่งใดเทียม (อิทธิพลจากศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว) ดังนั้นจึงเชิดชูความแข็งแกร่ง ความเป็นลูกผู้ชายแบบ เฮ้ มันต้องทำอะไรเจ๋งๆ นะ มันถึงแบบวา ทำไมฝรั่งถึงชอบเล่นกีฬา extreme ทำอะไรเสี่ยงตาย ปีนเขาสูง ซึ่งบางทีเรามองว่า หาเรื่องตายรึไงวะ 555 แต่ค่านิยมของเขาเขาเชิดชูสิ่งที่ผมว่ามานี่ไง แล้วพอผู้เขียนท่านเขียนเอาอะไรที่เป็นญี่ปุ่นไปโยงกับคุณค่า (ค่านิยม) ของฝรั่ง มันก็โดนใจสุดๆ ไปเลยดิ
ต่อคุณลักษณะที่แพร่หลายของบรรดาลูกผู้ชายที่ เอ็ม. เดอ ลา มาเซลิแยร์ เขียนไว้ ณ ตอนนี้ ขอให้เราได้พูดถึงตัวเราเองบ้าง ข้าพเจ้าจะขอเริ่มด้วยศีลที่ตรงประเด็นที่สุดในกฎเกณฑ์ของซามูไร
เอาล่ะครับ เอาล่ะครับ ต่อไปจะเข้าสู่การสาธยายเรื่องหลักศีลธรรมข้อต่างๆ ใน “บูชิโด” แล้ว อ๊ะอยากอ่านต่อก็ต้องรอ สัปดาห์หน้านะครับ อย่าลืมติดตามล่ะ อิๆ
แล้วก็ ขอฝากพอตแคสต์ “ยูยิตสูเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” ไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ
พบกันใหม่อาทิตย์หน้า สวัสดีครับผม
เรื่องแนะนำ :
– บูชิโด: จิตวิญญาณของญี่ปุ่น (1) เมื่อ “คนญี่ปุ่น” เอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาเขียนขาย “ฝรั่ง”
– Siam Cup BJJ 2023 สักวันหนึ่ง ผมจะเป็น “ซาซากิ โคจิโร่” ให้ได้เลยนะ!!
– “ยอดยุทธ์วาตะ” การ์ตูนเชิดชูยูโดที่ดี แต่ไม่มีอะไรใหม่!?
– โคฮินาตะ มิโนรุ “คุณชายพันธุ์โชะ” กลับมาอ่านอีกที โคตรเกลียดเรื่องนี้เลยครับ!!– มาอ่าน ว่าด้วยเรื่องของ “มูซาชิ” ในการ์ตูนและเกม (เอาเท่าที่ผมรู้จัก)
#บูชิโด: จิตวิญญาณของญี่ปุ่น (2) รากเหง้าเค้ามูลของ “บูชิโด”


