ญี่ปุ่นในมุมมืด ตอนที่ 10 : ควอเตอร์ไมล์…บรรยากาศของงานในวันนั้นทำให้นึกถึงเมืองไทยสมัยเดอะพาเลส ถนนวิภาวดีรังสิต ถ้าใครอายุประมาณ 40 ปี คงจะจำการแข่งรถตอนกลางคืนหน้าเดอะพาเลสได้ บรรยากาศคล้ายๆ กัน มีการเอารถมาเปรียบกัน เปิดเครื่องเทียบกันเพื่อไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบ ในการวางเดิมพัน
ภาพโดย : อ.วิโรจน์ สายดนตรี

จำได้ว่าการแข่งขันรถครั้งนี้ คนมาดูเยอะมาก ภาพที่ผมจำได้รถยนต์ที่มารวมๆ กันน่าจะมีเป็นร้อยคันขึ้นไป เป็นวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ เป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนก็มีบ้าง
ผมไปถึงที่นั่นพร้อมกับไดน่าและอาเทียร ในเวลานั้นผมไม่รู้หรอกว่าจะมีแข่งกันยังไง แข่งกันกี่คู่ วงเงินเดิมพันเท่าไหร่ แล้วใครเป็นคนจัด
บรรยากาศของงานในวันนั้นทำให้นึกถึงเมืองไทยสมัยเดอะพาเลส ถนนวิภาวดีรังสิต ถ้าใครอายุประมาณ 40 ปี คงจะจำการแข่งรถตอนกลางคืนหน้าเดอะพาเลสได้ บรรยากาศคล้ายๆ กัน มีการเอารถมาเปรียบกัน เปิดเครื่องเทียบกันเพื่อไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบ ในการวางเดิมพัน
วันนั้นการแต่งรถจะมีสองพวก พวกแรกแต่งเพื่อความสวยงามเพื่อเอามาอวดกัน อีกแบบจะเป็นแต่งเพื่อมาแข่งขันประลองความเร็ว ผมจัดอยู่ในกลุ่มหลัง Nissan Skyline เป็นอาวุธของผมในวันนั้น นอกจากมีไดน่ากับอาเทียรแล้ว ในใจผมอยากเจอน้อยด้วย เพราะบางอย่างในขณะนั้น การสื่อสารเป็นเรื่องยากมากสำหรับผม
เวลาผ่านไปมีการประกบแข่งกันหลายคู่ ในแบบควอเตอร์ไมล์ ในงานนี้มีแต่เสียงเครื่องยนต์ กับกลิ่นเหม็นไหม้ของยางรถ ใกล้ถึงเวลาของผม ซัน……..เดินมาคุยกับไดน่าเพื่อบอกให้ผมไปเตรียมรถ คู่แข่งขันของผมในวันนั้น เป็นคนญี่ปุ่น Nissan Skyline เหมือนกับผม มีเหมือนเป็นกรรมการมาตรวจเครื่องยนต์ ผมสังเกตว่าคู่แข่งขันของผมมีคนนั่งด้วยข้างๆ เป็นผู้หญิงชาวญี่ปุ่น
พอนำรถไปเข้าจุดสตาร์ต ซันก็พาอาเทียรขึ้นมานั่งในรถผมด้วย ผมก็งงๆ นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร การแข่งครั้งนั้นคงมีการวางเดิมพันกันพอสมควร
การแข่งควอเตอร์ไมล์นั้น ผู้อ่านบางท่านคงไม่ทราบว่ามันคืออะไร มันก็คือการแข่งขันระยะทาง 3/4 ไมล์ ตั้งแต่รถเริ่มออกตัวผมนำแบบม้วนเดียวจบ อาเทียรบอกผมว่า คืนนี้ผมต้องแข่งอีก ค่ำคืนนี้เป็นคืนหนึ่งในญี่ปุ่นที่ผมรู้สึกว่าผมสนุกไปกับมันเหมือนหลงไหล กับบรรยากาศ
ระหว่างที่นั่งรอการแข่งในรอบต่อไป น้อยก็เดินมาหาผม น้อยมากับเพื่อนเป็นนักเรียนไทย อายุประมาณ 20 ปี ชื่อ “นิ่ม”
น้อยมาถึงความอึดอัดของผมก็หายไป อยากรู้แต่เพียงว่า คืนนี้ผมต้องแข่งกี่ครั้ง ถ้าแพ้ได้เงินเท่าไหร่ ถ้าชนะได้เงินเท่าไหร่ น้อยไปคุยกับซัน เดินกลับมาบอผมว่าต้องแข่งอีกครั้งในคืนนี้ ส่วนเรื่องเงินซันไม่ได้ตอบอะไร
ผมเลยบอกน้อยไปว่า “ถ้าไม่บอก กูก็จะไม่ลงแข่งในรอบต่อไป” ร้อนถึงไดน่า ไดน่าไปคุยกับซันสองสามคำ แล้วให้น้อยมาบอกผมว่า คิดเป็นเงินไทยไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ถ้าชนะในรอบถัดไป ผมต่อรองว่าถ้าชนะผมขอ 80,000 บาทไทย ถ้าแพ้เอาแค่ 30,000 ซันก็เดินมาจับไม้จับมือกับผม
นิ่มที่มากับน้อยมานั่งคุยกับผมแล้วบอกผมว่า ขอนั่งในรถตอนแข่งด้วยคน ในใจผมก็ชอบนะเพราะอย่างน้อยได้คุยภาษาไทยกัน อาเทียรก็ไม่มีปัญหาอะไร
ยิ่งดึกคนยิ่งเยอะ ผมรู้จากนิ่มว่างานแบบนี้ มีคนไทยอยู่ในงานเยอะเหมือนกันไม่ต่ำกว่า 30 คน เธอบอกผมว่าผมคงเป็นคนไทยคนเดียวในวันนี้ที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย
นิ่มพูดแบบนี้ทำให้ผมกังวลไม่น้อย ได้เพื่อนเพิ่มมาอีกคน……………. รู้จักคนมากขึ้นเหมือนจะดี แต่ในทางกลับกันมันเป็นดาบสองคมสำหรับสถานะภาพอย่างผม
อ่านญี่ปุ่นในมุมมืดทั้งหมด คลิ๊ก >>> ญี่ปุ่นในมุมมืด



