Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 1: กำเนิดส้มศักดิ์สิทธิ์แห่งราชสำนักนารา
ได้เวลาที่จะขยับนิ้วเคาะคีย์บอร์ด มาเล่าเรื่องราวในอดีตของประเทศญี่ปุ่นกันอีกครั้งแล้วครับ หลังจากที่ผมได้เคยนำเสนอเรื่องราวของมหาตระกูลใหญ่ๆ ที่มีส่วนสำคัญในการพลิกผันชะตากรรมของแผ่นดินอาทิตย์อุทัยไปแล้วหลายตระกูล ไม่ว่าจะเป็นความทะเยอทะยานของอชิกางะ ความแยบยลของฟูจิวาระ สายเลือดนักรบอันเข้มข้นของมินาโมโตะ วีรกรรมอันเด็ดเดี่ยวของซานาดะ หรือโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าของไทระ ซึ่งแต่ละตระกูลต่างก็ฝากหมุดหมายอันสลักสำคัญไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อย่างไม่มีวันลบเลือน
คราวนี้ ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะย้ายสายตามาจับจ้องอีกหนึ่งมหาตระกูลเก่าแก่ที่มีความลึกลับ ทรงอิทธิพลอย่างลึกซึ้ง และถือเป็นหนึ่งในสี่เสาหลักทางสายเลือดของชนชั้นสูงญี่ปุ่นโบราณ ตระกูลที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังนี้มีนามว่า “ตระกูลทาจิบานะ” (Tachibana) ครับ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับภาพของซามุไรที่สวมชุดเกราะเหล็กกวัดแกว่งดาบคาตานะเข้าห้ำหั่นกันในสนามรบอันนองเลือด แต่สำหรับเรื่องราวในตอนแรกของตระกูลทาจิบานะนี้ จุดเริ่มต้นของพวกเขาช่างแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเขาไม่ได้ถือกำเนิดมาจากกองทัพ ซุ้มมือสังหาร หรือหัวเมืองอันห่างไกล ทว่าปฏิสนธิขึ้นท่ามกลางกลิ่นธูปหอม เสียงสวดมนต์ และแผนการเมืองอันเงียบเชียบในใจกลางวังหลวงของราชสำนักนาราโบราณ แท้จริงแล้ว ตระกูลนี้เป็นใคร และมีความสำคัญอย่างไร ถึงได้มาเป็นบุรพชนผู้พลิกผันหน้าประวัติศาสตร์ขนาดนี้ อย่ากระนั้นเลย อย่าปล่อยให้ความสงสัยมากัดกินความสว่างรู้ ขยับเข้ามาใกล้ๆ อีกนิดครับ ผมจะเล่าให้ฟัง
หากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 8 ยุคที่ประเทศญี่ปุ่นยังคงใช้ชื่อว่าแผ่นดินยามาโตะ และมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองหลวงเฮโจเคียวหรือเมืองนาราอันร่มเย็นในปัจจุบัน ในยุคที่ระบบกฎหมายริตสึเรียวกำลังเริ่มจัดระเบียบสังคม และชนชั้นซามุไรยังเป็นเพียงกลุ่มกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นที่ไม่มีใครเหลียวแล เรื่องราวของตระกูลทาจิบานะสายราชสำนัก หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า “คูเกะ” (Kuge) ไม่ได้เริ่มต้นจากชายชาตรีผู้เก่งกล้า หากแต่มีปฐมบทมาจากสตรีผู้มีความปรีชาสามารถและทรงอิทธิพลอย่างสูงยิ่งเบื้องหลังบัลลังก์ดอกเบญจมาศ นามของเธอคือ อากาตะ โนะ อินุไค โนะ มิชิโยะ (Agata no Inukai no Michiyo)

Agata no Inukai no Michiyo
ในบริบททางประวัติศาสตร์และธุรกิจของญี่ปุ่นโบราณนั้น แม้ว่าบุรุษจะเป็นผู้แสดงบทบาทภายนอกวังหลวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหล่านางสนองพระโอษฐ์และสตรีชั้นสูงที่รับราชการใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิต่างหากที่เป็นผู้กุมกลไกในการประสานผลประโยชน์และการสืบทอดอำนาจ มิชิโยะเป็นสตรีจากตระกูลขุนนางระดับกลางที่มีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ เธอเข้าวังหลวงไปรับราชการทำหน้าที่ดูแลพระราชโอรสและพระราชธิดามาอย่างยาวนาน และด้วยความซื่อสัตย์รวมถึงสายตาอันแหลมคมทางการเมือง ทำให้เธอได้รับความไว้วางใจอย่างสูงสุดจากจักรพรรดินีเกนเม (Empress Gemmei) ผู้ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา มิชิโยะไม่เพียงแต่บริหารงานภายในวังได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง แต่เธอยังเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญในยามที่ราชสำนักต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มขุนนางเก่าและขุนนางใหม่
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 708 รัชศกวาดิที่ 1 ด้วยความดีความชอบและความจงรักภักดีอันหาที่เปรียบไม่ได้ จักรพรรดินีเกนเมจึงได้ทรงกระทำเรื่องที่สร้างความปลาบปลื้มให้แก่ผู้คนในวังหลวง ด้วยการพระราชทานเหล้าสาเกศักดิ์สิทธิ์ในถ้วยเงิน พร้อมทั้งทรงถอดนามสกุลพิเศษอันเป็นมงคลยิ่งให้แก่เธอ นั่นคือนามสกุล “ทาจิบานะ” (橘) ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นแรกสุดของชื่อนี้ในหน้าพงศาวดาร
คำว่า ทาจิบานะ ในภาษาญี่ปุ่นโบราณนั้นหมายถึง “ต้นส้มป่าพันธุ์พื้นเมือง” ซึ่งตามคติความเชื่อดั้งเดิมและลัทธิชินโตของชาวญี่ปุ่น ส้มทาจิบานะไม่ใช่ผลไม้ธรรมดาที่เด็ดออกมากินเพื่อดับกระหาย แร้นแค้น แต่อยู่ในฐานะของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของความยั่งยืน ความอมตะ และความไม่เปลี่ยนแปลง เหตุเพราะลักษณะตามธรรมชาติของกิ่งก้านใบของมันจะยังคงความเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี ไม่เคยแห้งเหี่ยวหรือร่วงโรยแม้ในยามที่ฤดูหนาวอันโหดร้ายที่มีหิมะตกลงมาทับถม และผลของมันก็ยังคงส่งกลิ่นหอมและเปล่งประกายสีทองผ่องใสท่ามกลางความหนาวเย็น
หากเรามองในมุมมองของการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ การพระราชทานนาม “ทาจิบานะ” ขององค์จักรพรรดินีเกนเมนั้น เปรียบเสมือนการสร้างอัตลักษณ์องค์กร (Corporate Identity) และการมอบตราสินค้า (Branding) ระดับสูงสุดที่ราชสำนักรับรองให้แก่มิชิโยะ เป็นการประกาศให้คนในราชสำนักได้รับรู้ว่า ความบริสุทธิ์และจิตใจที่มุ่งมั่นในการสนองพระเดชพระคุณของสตรีผู้นี้และลูกหลานของเธอ จะไม่มีวันเสื่อมคลายหรือแปรผันไปตามกระแสลมทางการเมือง เป็นแบรนด์แห่งความภักดีที่จะคงอยู่เป็นนิรันดร์เหมือนส้มศักดิ์สิทธิ์
อำนาจและบารมีของมิชิโยะหลังจากได้รับพระราชทานนามสกุลทาจิบานะไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ชื่อเสียงในหน้ากระดาษ ทว่าเธอได้ใช้สติปัญญาในการวางเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงเครือญาติที่ซับซ้อนและทรงพลังที่สุดในยุคนั้น เปรียบเสมือนการทำข้อตกลงร่วมทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Alliance) ที่แยบยล มิชิโยะได้แต่งงานครั้งแรกกับเจ้าชายมินุ (Prince Minu) ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์สืบสายเลือดมาจากจักรพรรดิบิดัตสึ การแต่งงานครั้งนี้ทำให้เธอให้กำเนิดโอรสและธิดาที่มีสายเลือดอันสูงส่ง ซึ่งในเวลาต่อมาโอรสของเธอจะกลายเป็นผู้พลิกโฉมหน้าการเมืองญี่ปุ่นครั้งสำคัญ
หลังจากที่เจ้าชายมินุสิ้นพระชนม์ มิชิโยะได้ก้าวเข้าสู่การแต่งงานครั้งที่สองกับ ฟูจิวาระ โนะ ฟูฮิโตะ (Fujiwara no Fuhito) ขุนนางผู้เปรียบเสมือนสมองกลและสถาปนิกผู้สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตระกูลฟูจิวาระ จากการแต่งงานครั้งหลังนี้เอง มิชิโยะได้ให้กำเนิดธิดาองค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงอาซูกะ ซึ่งต่อมาด้วยการผลักดันและวางแผนการอันแยบยลของทั้งมิชิโยะและฟูฮิโตะ ทำให้เจ้าหญิงองค์นี้ได้ก้าวขึ้นเป็น จักรพรรดินีโคเมียว (Empress Kōmyō) อัครมเหสีของจักรพรรดิโชมุ
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของธิดาในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น เพราะเป็นครั้งแรกที่สตรีซึ่งไม่ได้มีสายเลือดสืบเชื้อสายมาจากจักรพรรดิโดยตรง สามารถก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินีอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้สำเร็จ ส่งผลให้ชื่อของตระกูลทาจิบานะถูกถักทอเข้ากับโครงสร้างอำนาจที่สูงสุดของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งในฐานะมารดาของจักรพรรดินี และในฐานะต้นธารแห่งสายเลือดชนชั้นสูง
การถือกำเนิดของตระกูลทาจิบานะในตอนนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจในญี่ปุ่นที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันว่า สิ่งที่จะทำให้รากฐานขององค์กรดำรงอยู่ได้ข้ามศตวรรษ ไม่ใช่การพึ่งพาพลังที่ดุดันรุนแรงแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เริ่มต้นจากการสร้างความน่าเชื่อถือ พันธุกรรมแห่งความซื่อสัตย์ และการวางเครือข่ายพันธมิตรที่แน่นแฟ้น เหมือนดังเช่นกิ่งก้านของต้นส้มทาจิบานะที่ยังคงเขียวสดใสไม่ยอมแพ้ต่อหิมะในฤดูหนาวนั่นเองครับ
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
ในบันทึกโบราณอย่าง โคจิกิ (Kojiki) และ นิฮอนโชกิ (Nihon Shoki) มีตำนานเล่าขานที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับต้นส้มทาจิบานะ โดยระบุว่าในรัชสมัยของจักรพรรดิซุยนิน พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะครอบครองยาอายุวัฒนะที่จะทำให้ร่างกายเป็นอมตะ จึงได้ทรงมีพระบรมราชโองการสั่งให้ชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า ทาจิมาโมริ (Tajimamori) เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังดินแดนลึกลับที่อยู่ห่างไกลเพื่อเสาะหาผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า “ผลไม้กลิ่นหอมอมตะ”
ทาจิมาโมริต้องเผชิญกับคลื่นลมและภัยอันตรายในมหาสมุทร เขาใช้เวลาเดินทางและค้นหานานถึง 10 ปี จนกระทั่งสามารถนำกิ่งและผลของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้นกลับมาถึงแผ่นดินญี่ปุ่นได้สำเร็จ ซึ่งผลไม้ชนิดนั้นในเวลาต่อมาก็คือส้มทาจิบานะนี่เอง ทว่าเรื่องราวกลับจบลงด้วยโศกนาฏกรรม เพราะเมื่อเขาก้าวเท้าเข้าสู่เมืองหลวง กลับพบว่าองค์จักรพรรดิได้เสวรรคตไปก่อนหน้านั้นแล้ว ทาจิมาโมริสะอื้นไห้ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เขาแจกจ่ายผลส้มศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พระราชวงศ์ จากนั้นจึงได้เดินทางไปยังหน้าสถูปพระศพของจักรพรรดิ และตรอมใจตายตามนายเหนือหัวของตนไป ณ ที่แห่งนั้น ด้วยวีรกรรมความซื่อสัตย์ในครั้งนี้ ในเวลาต่อมาทาจิมาโมริจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพเจ้าแห่งผลไม้และขนมหวาน” (Kaso) ของประเทศญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องแนะนำ :
– Ino’s Map: แผนที่เปลี่ยนโลกของชายวัยเกษียณ ตอนที่ 3
– Ino’s Map: แผนที่เปลี่ยนโลกของชายวัยเกษียณ ตอนที่ 2
– Ino’s Map: แผนที่เปลี่ยนโลกของชายวัยเกษียณ ตอนที่ 1
– ไทระ: จากสายเลือดจักรพรรดิ สู่ผู้ครองแผ่นดิน ตอนที่ 8 มรดกของไทระ และบทเรียนจากประวัติศาสตร์
– ไทระ: จากสายเลือดจักรพรรดิ สู่ผู้ครองแผ่นดิน ตอนที่ 7 ร่องรอยของไทระในแผ่นดินญี่ปุ่น
ขอบคุณรูปภาพ และข้อมูลอ้างอิง :
• National Archives of Japan (ความหมายและประวัติศาสตร์ตระกูลขุนนางโบราณ): https://www.archives.go.jp/
• Japanese Wiki Corpus (Tachibana Clan – Kuge): https://www.japanese-wiki-corpus.org/history/Tachibana%20clan%20(Kuge).html
• Encyclopedia of Shinto – Kokugakuin University (ตำนานทาจิมาโมริและส้มศักดิ์สิทธิ์): https://eos.kokugakuin.ac.jp/
• Cultural Properties of Japan Database (Records of Nara period structures and families): https://kunishitei.bunka.go.jp/
• https://note.com/kazetabi/n/n48be5ddbd96b?hl=en
#Tachibana มหาตระกูลพลิกแผ่นดินญี่ปุ่น ตอนที่ 1: กำเนิดส้มศักดิ์สิทธิ์แห่งราชสำนักนารา #Tachibana Clan


