คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (9) หยินกับหยาง
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน พบกันอีกแล้วนะครับ วันนี้จะขอเสนอเนื้อหาว่าด้วย อำนาจของความดีและความชั่ว ก่อนอื่นขอให้ท่านผู้อ่านมองรูปนี้ให้จำขึ้นใจเสียก่อน

หยินหยาง คือภาพที่แสดงแนวคิดที่ว่า คุณลักษณะของสิ่งต่างๆ ในโลกอาจจำแนกได้เป็นสิ่งตรงข้ามสองอย่าง แต่แน่นอนว่า สิ่งทั้งสองนี้ หาใช่แยกจากกันโดยสิ้นเชิงก็หาไม่ หยินหยาง อาจแทนอะไรที่ตรงข้ามกันได้หลายอย่าง เย็น-ร้อน อ่อน-แข็ง หญิง-ชาย ดี-เลว แต่ในที่นี้ จะพูดถึงเรื่องของ ความดี กับ ความชั่ว
ใน “ทิพยอำนาจ” ได้กล่าวถึงความดีกับความชั่วไว้ดังนี้
จิตใจเป็นธรรมชาติละเอียดอ่อนสุขุมาล น้อมไปทางดีก็ได้ น้อมไปทางชั่วก็ได้ หรือพูดฟังกันง่ายๆ ว่า เป็นที่ตั้งแห่งความดีและความชั่ว ความดีและความชั่วนั้นต่างก็มีพลังงานในตัวของมันเอง และพลังงานของทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นปฏิปักษ์กันโดยธรรมชาติ มีการต่อสู้ล้างผลาญกันอยู่เนืองนิตย์ จิตใจเป็นสนามต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายนั้น และเป็นผู้พลอยได้ซึ่งผลแห่งการต่อสู้นั้นด้วยคือพลอยเป็นสุขเมื่อความดีชนะ พลอยเป็นทุกข์เดือดร้อนเมื่อความชั่วชนะ จิตใจเองย่อมมีอิสรเสรีที่จะเข้ากับฝ่ายใดก็ได้ ในเมื่อพิจารณาด้วยปัญญาแล้วเห็นควรเข้ากับฝ่ายใด และมีทางเอาตัวรอดจากอำนาจทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นด้วย ไม่จำเป็นจะยอมจำนนให้อำนาจของทั้งสองฝ่ายนั้นมาครองความเป็นเจ้าเป็นใหญ่เสมอไปก็ได้.
วิธีการที่จะเอาตัวรอดจากอำนาจของความดีและความชั่วนั้น เราต้องรู้เท่าลักษณะอำนาจทั้งสองนั้นอย่างถูกต้อง แล้วเข้ากับฝ่ายที่เป็นธรรม เปิดช่องทางให้อำนาจที่เป็นธรรมหลั่งไหลเข้ามามีอำนาจครองความเป็นใหญ่ในจิตใจของเราไปก่อน แล้วจึงผันผ่อนเพื่อความเป็นอิสรเสรีในบั้นปลาย.
“เอาตัวรอดจากอำนาจทั้งสอง” คุณพระช่วย!
นี่มัน ช่างพ้องกับคำสอนของพระอาจารย์เซนในจีน ตั้งแต่ใน “สูตรของเว่ยหล่าง” เลยทีเดียว ไหนๆ ก็เอ่ยชื่อท่านทั้งสองแล้ว ก็จะขอยกเรื่องราวมาเล่าประกอบสักเล็กน้อย
ท่านเว่ยหล่าง (จีนกลางเรียก ฮุ่ยเหนิง ญี่ปุ่นเรียก เอะโน 慧能) เกิดมายากจน ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ขะตาวาสนาชักพาให้ไปเป็นเด็กรับใช้ในวัด มาวันหนึ่ง ท่านสังฆปรินายกแห่งนิกายเซน (เซนชู 禅宗) รุ่นที่ 5 เปิดให้บรรดาศิษย์ในสำนักเขียนโศลก เพื่อดูภูมิความเข้าใจในทางธรรม ปรากฎว่ามีศิษย์เอก คือ ชินเชา (神秀) แต่ง เขียนไว้บนกำแพงว่า
身是菩提樹 心如明鏡臺(身は是れ菩提樹 心は明鏡台の如し)
กายนี้คือต้นโพธิ์ ใจนั้นดุจแท่นกระจก
時時勤拂拭 莫使有塵埃่(時時に勤めて拂拭し 塵埃を有らしむること莫れ)
เพียรปัดถูอยู่เป็นระยะ อย่าให้มีฝุ่นผง
ท่านรุ่นที่ห้าอ่านแล้วก็รู้ ว่าภูมิยังไม่ถึง ท่านเว่ยหล่างที่เป็นเด็กรับใช้ อ่านแล้วก็รู้เช่นกัน เลยไหว้วานคนที่ผ่านแถวนั้นว่า กระผมเขียนหนังสือไม่เป็น แต่อยากแต่งโศลกบ้าง วานช่วยเขียนบนกำแพงให้ที
ท่านเว่ยหล่าง แต่งว่า
菩提本無樹 明鏡亦非臺(菩提本樹無く 明鏡亦臺に非らず)
ต้นโพธิ์ไม่มี ทั้งกระจกก็ไม่ใช่แท่น
本來無一物 何處惹塵埃(本来無一物何れの處にか塵埃を惹かんと)
เดิมทีไม่มีสักสิ่ง แล้วฝุ่นจะไปติดตรงไหน
หมายเหตุ คำแปลโศลกนี้ผมแปลเองจากภาษาญี่ปุ่น (ซึ่งแปลงจากภาษาจีนอีกที) อาจไม่ไพเราะอย่างสำนวนฉบับภาษาไทยที่แพร่หลายอยู่แล้ว ต้องขออภัยด้วย
ถ้าบอกว่า ฝุ่นผงคือ “ความชั่ว” แล้วมันยังติดอยู่ที่ใจ “ต้องคอยปัดคอยถู” ล่ะก็ แสดงว่า ยังไม่พ้นไปจากอำนาจของความดีกับความชั่วน่ะสิ!
ผมขอไปต่อนะครับ ความดีมันเป็นยังไง ความชั่วมันเป็นยังไงล่ะ?
ความดีนั้นมีลักษณะที่พอประมวลมากล่าวได้เฉพาะลักษณะใหญ่ๆ เพียง ๓ ลักษณะ ดังนี้
๑. ความดีมีลักษณะทำจิตใจให้เย็น
๒. ความดีมีลักษณะทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง
๓. ความดีมีลักษณะทำจิตใจให้แจ่มใส
(ย่อความตรงกลาง)
ความชั่วมีลักษณะตรงกันข้ามกับความดี มีลักษณะที่พอจะประมวลมาได้เฉพาะลักษณะใหญ่ๆ เพียง ๓ ลักษณะ ดังนี้
๑. ความชั่วมีลักษณะทำจิตใจให้ร้อน
๒. ความชั่วมีลักษณะทำจิตใจให้อึดอัด
๓. ความชั่วมีลักษณะทำจิตใจให้มืดมัว
ต่อไปนี้จะเข้าสู่คำอธิบาย วิธีการหลุดจากอำนาจของทั้งความดีและความชั่ว แล้วนะครับ โปรดตั้งใจอ่าน
ความดีย่อมอาศัยสิ่งที่ดีเป็นปัจจัย โดยนัยเดียวกัน ความชั่วก็ย่อมอาศัยสิ่งที่ชั่วเป็นปัจจัยสิ่งที่ดีและชั่วนั้นปันออกเป็น ๒ ชั้นคือ ชั้นโลกและชั้นธรรม ชั้นโลกได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ชั้นธรรมได้แก่ธรรมคือสภาวะที่มาสัมผัสกับจิตใจได้.
จะอธิบายชั้นโลกก่อน โลกบริบูรณ์ด้วยรูปอันเป็นวิสัยของตา เสียงอันเป็นวิสัยของหูกลิ่นอันเป็นวิสัยของจมูก รสอันเป็นวิสัยของลิ้น และโผฏฐัพพะอันเป็นวิสัยของกาย สิ่งเหล่านี้ย่อมมีทั้งดีและไม่ดี ทั้งเป็นสิ่งที่มีประจำโลก ถ้าโลกปราศจากสิ่งเหล่านี้ โลกก็ไม่เป็นโลกอยู่ได้ (ย่อ) การพ้นโลกหรือถึงที่สุดโลกตามความหมายในพระพุทธศาสนาก็หมายถึงพ้นจากอำนาจของสิ่งทั้ง ๕ นี้นั้นเอง คือสิ่งทั้ง ๕ นี้ไม่มีอำนาจเหนือจิตใจ คนธรรมดาสามัญเมื่อประสพสิ่งทั้ง ๕ นี้อันเป็นสิ่งภายนอกตัวก็ดี ภายในตัวก็ดี ย่อมเกิดความรู้สึกขึ้นเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ คือความรู้สึกฝ่ายดีกับฝ่ายชั่ว ความรู้สึกฝ่ายดีนั่นแหละคือความดี ความรู้สึกฝ่ายชั่วนั่นแหละคือความชั่ว ความดีความชั่วดังว่านี้เป็นชั้นโลก (ย่อ)
ส่วนชั้นธรรม ได้แก่สิ่งซึ่งมาสัมผัสเข้ากับจิตใจโดยเฉพาะ และก่อให้เกิดความรู้สึกดีหรือชั่วขึ้นในจิตใจนั้นเอง ธรรมเป็นสภาวะที่สุขุมประณีตเห็นได้ยากรู้ได้ยาก แต่ก็ไม่เกินวิสัยที่จะรู้จะเห็นได้ (ย่อ) แต่จะอย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวโดยส่วนสามัญทั่วไปแล้ว โลกกับธรรมต้องอาศัยกันและกันเป็นไป เกื้อกูลอุดหนุนกันบ้าง ล้างผลาญทำลายกันบ้าง พอแต่อาศัยกันเฉยๆ บ้าง เป็นเช่นนี้อยู่ตลอดนิรันดรกาล จะชี้ให้เห็นโลกกับธรรมชั้นตื้นๆ ที่เกื้อกูลหรือหักล้างกันให้เห็น คนที่มีจิตใจเข้มแข็ง มีความรู้สึกฝ่ายดีอยู่ในใจเสมอ ผิวพรรณวรรณะจะเปล่งปลั่งสดใส มีพลานามัยดี ถึงหากจะเผอิญเกิดเจ็บป่วยขึ้น ก็จะรักษาหายได้ไว ที่เป็นดังนี้ เพราะกำลังใจนั้นเองเป็นเหตุ ส่วนผู้มีจิตใจอ่อนแอ มีความรู้สึกฝ่ายชั่วอยู่ในใจเสมอ ผิวพรรณวรรณะเศร้าหมองซีดเผือด พลานามัยไม่ค่อยดี หากมีอันเป็นเกิดเจ็บป่วยขึ้น จะรักษาหายยากที่สุด ที่เป็นดังนี้เพราะขาดกำลังใจอุดหนุน ซ้ำมิหนำความรู้สึกอ่อนแอของใจนั้นกลับทำลายสุขภาพทางกายลงเสียด้วย ความข้อนี้ย่อมเป็นจริง ไม่เชื่อลองถามนายแพทย์ เขาจะรับรองเหตุผลข้อนี้ทันที.
(ย่อความตรงกลาง)
เมื่อทราบได้ทราบลักษณะของความดี-ความชั่ว ทั้งที่เป็นชั้นโลกและชั้นธรรมพอสมควรเช่นนี้แล้ว ควรทราบวิธีปิดกั้นความชั่ว เปิดช่องความดี เพื่อให้ความดีหลั่งไหลเข้ามาครองความเป็นใหญ่ในจิตใจต่อไป.
ช่องทางไหลเข้าสู่จิตใจของความดี และความชั่วก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งมีประสาทที่ให้สำเร็จการเห็น ได้ยิน รู้สึกกลิ่น รู้สึกรส และรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งประจำอยู่ เว้นแต่ผู้มีประสาททางช่องนั้นๆ พิการเท่านั้น เมื่อสิ่งที่เป็นโลก คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ผ่านมาในวิถีประสาททั้ง ๕ แล้ว จะเกิดวิญญาณสื่อคือความรู้สึกเห็นเป็นต้น ส่งกระแสสะเทือนไปตามวิถีประสาทแล่นเข้าถึงใจ ซึ่งเป็นเจ้าครองความเป็นใหญ่ในร่างกาย ใจจะรับรู้และเสวยรสของสิ่งนั้นแล้วทำการพิจารณาวินิจฉัยว่าควรทำอย่างไรต่อสิ่งนั้น ถ้าเป็นสิ่งที่ชอบใจก็จะรับเอาไว้ และหาทางได้มามากๆ ถ้าเป็นสิ่งไม่ชอบใจก็จะผลักดันออก และหาทางกำจัดออกไปให้ห่าง ถ้าเป็นสิ่งไม่ก่อให้เกิดความชอบใจหรือไม่ชอบใจก็จะรู้สึกเฉยๆ ไม่เอาใจใส่แต่ประการใด ปล่อยให้มันตกไปเองกระแสแห่งความรู้สึกทางวิถีประสาท ตลอดถึงความรู้สึกในใจนั้นจะส่งทอดถึงกันเร็วที่สุด และการพิจารณาวินิจฉัยก็เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะอาศัยความเคยชินเป็นประมาณ ถ้าเอาสติปัญญาเข้าไปประกอบทำการพิจารณาวินิจฉัยอารมณ์แล้วจะเป็นไปโดยอาการเชื่องช้าสุขุม และเที่ยงธรรม ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ผู้ปฏิบัติจะพึงสำเหนียกให้ตระหนักที่สุด และถือเป็นจุดทำการปฏิบัติจิตใจจากลักษณะสภาพที่ต่ำทรามให้ก้าวขึ้นสู่ลักษณะสภาพที่ดีงามสูงส่งยิ่งขึ้นไป.
“เชื่องช้าสุขุม” นี่แหละครับสำคัญ คนเราถ้าใจไววัยรุ่นใจร้อน ทำอะไรเอาเร็วเอาไว มันจะไม่มีช่องไม่มีเวลา ให้เอาสติปัญญาเข้าไปกำกับ ก็จะทำแต่เอาตามใจตามเคยชินเท่านั้น ไม่นับเป็นการเรืยนรู้อะไรใหม่ๆ เลย ถ้าเราเดินช้าๆ เราอาจเห็นอะไรที่ดีๆ อยูตรงสองข้างทาง แต่เราคิดแต่จะจ้ำอ้าวไปเอาถึงไวๆ เราอาจมองไม่เห็นอะไรเลย
ปัญหาคือเราตอนนี้อยู่ในยุคที่ “บูชาความรวดเร็ว รังเกียจความเชื่องช้า” นี่แหละ
สังเกตไหมครับว่าคนจีนมักจะก่อคดีที่มาจากความไร้สติจำพวกเหยียบคันเร่งถอยรถตกหน้าผา หรือคดีอื่นๆ ที่มาจากความไร้สติ มักง่ายเข้าว่า (เช่นขรี้ข้างทางที่เกาหลี) ก็เพราะวัฒนธรรมเขาทำอะไรเอาแต่ “เร็วๆ เร็วๆ” ยิ่งเร่งให้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งไร้สติเท่านั้นนะครับ ยิ่งเอาแต่ทำอะไรเอาเร็วๆ เอาแต่ความเคยชิน จิตใจก็จะไม่มีทางยกระดับจาก “ความต่ำทราม” ไปสู่ความดีงามสูงส่งได้ ฝากไว้ให้คิดนะครับ
ในขั้นต่อไป เราจะต้องฝึกหัดให้สามารถ “พ้น” ไปจากอำนาจของทั้งความดีและความชั่วได้ ในขั้นนี้ จะขอยกความจาก “ทิพยอำนาจ” มาดังนี้ครับ
อานนท์ การอบรมอินทรีย์อย่างเยี่ยมในอริยวินัยเป็นอย่างไร? อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมด้วยใจ สิ่งน่าพอใจ สิ่งไม่น่าพอใจ สิ่งเป็นกลางๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ เธอรู้อย่างนี้ว่า สิ่งน่าพอใจ สิ่งไม่น่าพอใจ สิ่งเป็นกลางๆ นี้เกิดแก่เราแล้ว แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยสิ่งหยาบเกิดขึ้น อุเบกขาเป็นสิ่งสงบ เป็นสิ่งประณีตดังนี้ สิ่งน่าพอใจ สิ่งไม่น่าพอใจ สิ่งเป็นกลางๆ ที่เกิดแก่เธอแล้วนั้นย่อมดับไป อุเบกขายังคงดำรงอยู่ อย่างนี้แล อานนท์ การอบรมอินทรีย์อย่างเยี่ยมในอริยวินัย.
อานนท์ พระเสขะเป็นผู้มีปฏิปทาอย่างไร? อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมด้วยใจแล้ว สิ่งที่น่าพอใจ สิ่งที่ไม่น่าพอใจ สิ่งที่เป็นกลางๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ เธอย่อมเบื่อ ย่อมหน่าย ย่อมเกลียดมัน อานนท์ พระเสขะเป็นผู้มีปฏิปทาอย่างนี้แล.
อานนท์ พระอริยะผู้อบรมอินทรีย์แล้วเป็นอย่างไร? อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยโสตะ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยชิวหา สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมด้วยใจแล้ว สิ่งที่น่าพอใจ สิ่งที่ไม่น่าพอใจ สิ่งที่เป็นกลางๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ ถ้าเธอหวังจะ…
๑. กำหนดความไม่น่าเกลียด ในสิ่งน่าเกลียด
๒. กำหนดความน่าเกลียด ในสิ่งไม่น่าเกลียด
๓. กำหนดความไม่น่าเกลียด ทั้งในสิ่งน่าเกลียด ทั้งในสิ่งไม่น่าเกลียด
๔. กำหนดความน่าเกลียด ทั้งในสิ่งไม่น่าเกลียด ทั้งในสิ่งน่าเกลียด
๕. เว้นความน่าเกลียดและไม่น่าเกลียดทั้ง ๒ นั้นแล้ว เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะวางเฉยอยู่ดังนี้ เธอก็ปฏิบัติได้ตามความหวังนั้นทุกประการ อานนท์ พระอริยะผู้อบรมอินทรีย์แล้วเป็นอย่างนี้แล.
เชื่อไหมครับ ข้อแนะนำนี้ ใช้กับการลดความอ้วนได้ (ฮา) เอาจริงๆ ผมไม่ได้ล้อเล่น ชอบหรือเกลียด เรากำหนดจิตใจให้รู้คิดได้ กินเบียร์มากๆ อ้วนนะ กินน้ำตาลมากๆ อ้วนนะ เตือนตัวเอง พิจารณาอารมณ์ตัวเอง ไอ้ความอยากกินเนี่ย อดทนหน่อย ค่อยๆ ทำไป นานเข้าก็หายอยากไปเอง ถ้าบังคับใจตัวเองได้ เราจะสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องที่เราอาจจะไม่ถูกใจได้ ทำเพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่เอาเรื่องว่ามันดีหรือชั่ว เรารักหรือชังมัน เข้ามาปะปนในการตัดสินใจในการกระทำเลย
เหตุผลที่เมื่อเราถึงจุดหนึ่ง เราต้องทำตัวทำใจให้พ้นไปจากอำนาจของทั้งความดีและความชั่วนั้น ผมมองเป็นสองอย่างดังนี้
หนึ่ง ความดีและความชั่วนั้นไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์หรือแยกจากกันเด็ดขาด มันเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ ได้เสมอ ยารักษาโรคหรือบำรุงร่างกายถ้ากินมากไปถึงจุดหนึ่งอาจกลายเป็นยาพิษได้ คนที่มองอะไรแค่ขาวหรือดำ เชื่อแบบปักใจว่าสิ่งนั้นดีเสมอหรือเลวแน่แท้ จะกลายเป็นคนที่มองสิ่งต่างๆ เพียงส่วนเสี้ยวเดียว ไม่มีทางเข้าใจ “ภาพรวม” ทั้งหมดได้
สอง ถ้าเรายึดแต่ความชอบหรือความดี ในการทำหรือไม่ทำสิ่งต่างๆ แบบฉันทำเพราะฉันเชื่อว่ามันดี ถูกใจ ชอบ รัก พอไม่รัก ไม่ชอบมันแล้ว ก็ โยนทิ้ง เลิกทำ สิครับ มันก็เป็นการกระทำอย่างปุถุชนในโลกทั่วๆ ไป ที่ “หวั่นไหว” พร้อมจะไหลไปตามกระแส แต่ในวิถีแห่งนักรบก็ดี ในวิถีแห่งการฝึกจิตก็ดี หนทางที่ยาวและมีอุปสรรคอะไรเยอะแยะอย่างนั้น ไม่มีที่ให้กับคนที่มาตรงนี้เพียงเพราะชอบใจถูกใจ หรอกนะครับ เพราะเมื่อเดินในเส้นทางนี้คุณจะต้องพบกับความเหนื่อยยากลำบาก เจ็บปวด ที่จะทำให้คุณ “ไม่ชอบใจ” แล้วก็เลิกไป คนที่จะเดินในหนทางที่ว่าได้ยาวๆ นั้น จะต้องเป็น “ผู้ไม่หวั่นไหว” เพราะเลือกจะเดินเพราะเชื่อว่าเป็นหนทางที่ถูก เป็นหนทางที่จะยกระดับกายใจได้จริง และพร้อมที่จะเผชิญต่อสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่มันเข้ามาจริงๆ นั่นแหละ
มันคือหนทางที่ผู้ฝึกจะต้องยกระดับจิตใจให้ก้าวพ้นทั้งความดีความชั่ว ความชอบใจไม่ชอบใจต่างๆ
อาทิตย์หน้ามาลุยกันอีกทีนะครับ วันนี้ขอลาไปแต่เพียงเท่านี้ก่อน จุกๆ มาก วันนี้ สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (8) วิถีเดินเดี่ยว
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (7) การ “ดัดจริต”
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (6) ประตูสวรรค์เปิดแล้ว
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (5) “เฮียคุเร็นจิโตกุ” (百錬自得)
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (4) ยืน เดิน นั่ง นอน
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (9) หยินกับหยาง


