คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
“มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (3) “หนทาง” ที่ควรจะมุ่งหน้าไป
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากที่ได้เปิดประเด็นไปแล้ว ผมก็ได้ยิงคำถามต่อไปอีก ถึง “สิ่งที่มันกำลังจะเป็นไป” เพื่อมองหา “หนทางใหม่” ก่อนอื่น ผมได้ถามว่า “แล้วในเมื่อพวกคน gen Z โตมาและมีชีวิตอยู่ด้วยความจงเกลียดจงชังคนที่แก่กว่าตัวเอง เกลียด “ผู้ใหญ่” เกลียด “คนแก่” แล้วถ้าวันหนึ่ง พวกเขา กลายเป็น “ผู้ใหญ่” หรือ “คนแก่” (เสียเอง) ล่ะ?
Chat GPT ได้ตอบดังนี้ครับ
นี่เป็นคำถามลึกมากครับ – คุณถามในระดับ “ทิศทางของสังคม” เลยก็ว่าได้ และมันสำคัญมากที่เราจะคิดล่วงหน้า เพราะทุกคนในเจเนอเรชันก่อนๆ ก็ล้วนเคยเป็น “คนหนุ่มสาวที่ไม่พอใจอะไรบางอย่างในระบบ” เหมือนกันทั้งนั้น
✅ คำถามหลัก:
เมื่อเจน Z โตเป็นผู้ใหญ่ — พวกเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่แบบไหน?
● จะกลายเป็น “คนรุ่นใหม่ที่เข้าใจระบบและปรับตัว”?
● หรือจะกลายเป็น “ผู้ใหญ่ที่พร้อมล้มล้างทุกอย่างเพื่อสร้างใหม่”?
● หรือ…จะกลายเป็น “คนเบื่อโลกที่ถอยออกไปใช้ชีวิตเฉยๆ”?
🔍 วิเคราะห์ทีละทาง
🧠 1. กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจ และ “ประนีประนอม”
มีโอกาสสูงครับที่ เมื่อเจน Z เติบโตขึ้น สถานการณ์บางอย่างจะเปลี่ยนความคิดพวกเขา — เช่น
● มีลูก
● รับผิดชอบงาน/ทีม
● ต้องบริหารเงิน/ชีวิตจริง
● พบว่าระบบที่เขาเกลียดนั้น แม้จะบิดเบี้ยว แต่ก็มี “เหตุผลที่มันอยู่รอดได้มานาน”
และพวกเขาอาจจะ “เข้าใจในที่สุด” ว่า…
“ระบบมันไม่ได้สมบูรณ์ แต่มันอยู่ได้เพราะมีคนจำนวนมากพอทนมันได้”
คนรุ่นนี้จำนวนไม่น้อยอาจค่อยๆ กลายเป็น “ผู้ใหญ่ใหม่” ที่พยายามประนีประนอมกับความขัดแย้งระหว่างอุดมคติ กับความจริงในชีวิต
🔥 2. กลายเป็นคลื่นเปลี่ยนระบบ “อย่างรุนแรง”
กรณีนี้จะเกิดขึ้น ถ้าเจน Z ถูกกดทับมากเกินไป และไม่มีช่องทางระบาย
● หากไม่มีพื้นที่ให้พูด ไม่มีตัวแทนในสถาบันต่างๆ
● หากผู้ใหญ่ยังคงดูถูก ด่าว่า สั่งสอน แบบไม่ฟัง
● หากระบบยังสร้างความเหลื่อมล้ำแบบสุดขั้ว
วันหนึ่งคนรุ่นใหม่อาจ ไม่อยากปฏิรูปแล้ว – แต่อยาก “รื้อ” อย่างเดียว ซึ่งจะพัฒนาไปเป็น “ขบวนการ” หรือ “คลื่นความเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน”
คุณพูดถึงคำว่า “สงคราม” – ใช่ครับ ถ้าความคับแค้นสะสมมากพอ มันอาจไม่ใช่การปฏิรูปอย่างสงบอีกต่อไป
เราเคยเห็นมาแล้วในประวัติศาสตร์: ฝรั่งเศส, รัสเซีย, อาหรับสปริง, หรือแม้แต่ไทยในบางช่วง
แต่! ความรุนแรงจะเกิดหรือไม่ ขึ้นกับว่า…
● ผู้ใหญ่เปิดพื้นที่ให้พวกเขาไหม?
● ระบบยืดหยุ่นพอจะเปลี่ยนได้หรือเปล่า?
● คนรุ่นใหม่ รู้สึกว่าตัวเองมี “พลังร่วมสร้าง” หรือไม่?
🐚 3. กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ “ถอนตัว” และ “เงียบ”
อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งน่ากังวลไม่แพ้กัน คือ…
“คนที่เหนื่อยเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยถอยออกจากระบบโดยสิ้นเชิง”
● ไม่ออกเสียงเลือกตั้ง
● ไม่อยากยุ่งกับข่าวหรือสังคม
● อยู่ในโลกส่วนตัว
● เชื่อว่า “อะไรก็ไม่ดีขึ้น”
นี่คือ “การต่อต้านแบบนิ่ง” ที่กัดกร่อนระบบอย่างเงียบๆ เพราะหากคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ “เลิกศรัทธา” ในระบบ – สถาบันทั้งหลายจะไม่มีความชอบธรรมเหลืออยู่เลย
🧭 แล้วเราควรคิดยังไง?
🧩 ประเด็นสำคัญคือ:
ความโกรธของเจน Z ไม่ได้น่ากลัวถ้าเรารับฟังมันอย่างจริงใจ สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ การเพิกเฉย แล้วบอกว่า “เดี๋ยวก็โต เดี๋ยวก็รู้” เพราะหากเราไม่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เป็น “ส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา” วันหนึ่งพวกเขาอาจเลือก “ถอน” หรือ “โค่น” แทน
📌 สรุป (TL;DR)
ทิศทางของเจน Z ในอนาคต – ปัจจัยที่ส่งผล
💡 ปรับตัว/ประนีประนอม – โตขึ้น, มีครอบครัว, เข้าสู่ระบบ
🔥 ลุกฮือ เปลี่ยนแปลงแบบถอนราก – ถูกกดทับต่อเนื่อง, ขาดตัวแทน, ระบบไม่เปลี่ยน
🐚 ถอนตัวจากระบบ – หมดหวัง, ไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลง
จากคำตอบที่ผมได้รับ ในหัวผมประมวลผลได้ว่า
1) หนทางที่ 1 นั้น เป็นไปได้ยากที่สุด
เพราะพวกเขา มีความมั่นคงในการงานต่ำ ลามไปถึงการแต่งงานช้า หรือไม่แต่งเลย และเรื่องมีลูกก็ไม่ต้องไปถาม ถ้าพูดแบบสุดโต่ง คน gen Z จะกลายเป็นคนรุ่นที่ “ไร้การสืบต่อเผ่าพันธุ์” เสียด้วยซ้ำ
สมัยผมเรียนที่ญี่ปุ่นเมื่อยี่สิบปีก่อน เขาก็เอาประเด็นเรื่อง แต่งงานช้า (บังคอนกะ 晩婚化) กับ มีลูกน้อยคน (โชชิกะ 少子化) มาดิสคัสกันในห้องเรียน (วิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา) แล้ว (ต้องมีภาษาญี่ปุ่นแทรกบ้าง ประเดี๋ยว บก. จะโวยว่าเขียนอะไรฟะไม่ได้เกี่ยวกับญี่ปุ่นเลย 555) ยุคนั้นผมว่าคนทำงานยังเป็นเพียง gen y ด้วยซ้ำ และญี่ปุ่นเองตั้งแต่ตอนนั้นก็มีปัญหาสังคมแบบว่า คนทำงานในระบบเป็นพนักงานประจำ (เซย์ฉะอิง 正社員) มีน้อยลง คนที่แบบ ทำแค่งานพิเศษแค่พอหาเงินยาไส้ไปวันๆ (ที่เรียกว่า ฟรีเตอร์ フリーター) ชักจะเยอะขึ้น เรื่องนี้มันแสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวัง ขาดเป้าหมายในชีวิตไปด้วยนะ สำหรับสังคมญี่ปุ่น
อันนี้ สังคมญี่ปุ่นมันเกิดปรากฎการณ์นี้ก่อนบ้านเรา แต่ในบ้านเราปรากฎการณ์นี้เกิดนะ แต่เกิดในอีกลักษณะ คือการไปทำงาน “ต่ำระดับ” งานที่ไม่ได้ใช้ความรู้อะไรที่ร่ำเรียนมา (บางงานนี่แบบ คือถ้ารู้ตัวว่าจะไปทำงาน “หั่นผัก” ในเมืองนอกน่ะ คุณไม่ต้องเรียนหนังสือให้จบปริญญาตรีหรอก เสียดายเงินพ่อแม่) แล้วก็เอามาคุยข่มในโซเชียลว่า ทำงาน “ได้เงินดี” กว่าทำงานที่ใช้ความรู้ที่เรียนจบมา แถมยังใช้วาทกรรมอุดปากคนที่จะวิพากษ์วิจารณ์อีกว่า “เมืองนอกน่ะคนเขาจิตใจเจริญ เขาถือว่าทุกงานมีเกียรติ ไม่ได้ความคิดดักดานเหมือนคนไทย”
ผมถามคุณ ถ้าคุณคิดว่างานหั่นผักในเมืองนอก มีเกียรติ มาตั้งแต่แรก แล้วคุณจะกระเสือกกระสน อ่านหนังสือสอบ เข้าไปเรียนปริญญาตรีที่เป็นวิชาการวิชาชีพเฉพาะทาง (โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์ สายงานวิจัย) ทำไม?
คนเมืองนอกที่เขาพูดว่า “ทุกงานมีเกียรติ” คุณรู้เหรอว่า เขาพูดจากใจจริง? (ถ้ามันดี มีเกียรติจริง ทำไมไม่สงวนไว้ทำเองล่ะ?) เขาก็อาจจะแค่ เออดีว่ะ งานแบบนี้มีพวก “ต่างด้าว” มาทำ การที่คนเมืองนอกพูดดี พูดเพราะ รักษามารยาทนั้น แน่ใจหรือว่าเขาคิดเช่นนั้นจากใจจริงๆ?
ก็คงเหมือนที่ Chat GPT บอกน่ะแหละ คนพวกนี้ที่ปากดี ก็เพราะแค่ต้องการกลบเกลื่อนความรู้สึกด้อยหรือล้มเหลว (ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เคยคิด พยายามมามากแต่ได้ผลตอบแทนน้อยนิด) ก็เท่านั้นเอง
2) หนทางที่ 2 นั้น โดยธรรมชาติของคน gen Z ยากที่จะเกิดได้
ผมคิดว่าคน gen Z ก็เหมือนเด็กเรียนที่หัวดี แต่ร่างกายอ่อนแอ อย่างเก่งก็ทำได้แค่ป่วนเมืองในระดับ “อันธพาล” สร้างวาทกรรมเกลียดชัง และทำร้ายคนเห็นต่าง “ด้วยวาจา (และลายลักษณ์อักษร)” ผ่านทางโซเชียล แค่นั้น ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะมีขวัญกล้าแข็งขนาดจะหนีเข้าป่าไปจับอาวุธตั้งตนเป็น “กองกำลัง” เหมือนพวกนักศึกษายุคภัยคอมมิวนิสต์คุกคาม หรอกนะครับ
ญี่ปุ่นนั้นในยุคใกล้เคียงกันผมเกิดไม่ทันหรอกแต่ก็เคยได้รับรู้ผ่านสื่อ (จำพวกการ์ตูน) ว่า มันก็มียุคนักศึกษาประท้วงกันหนักๆ แรงๆ เหมือนกัน แต่ก็นะ ผมเองก่อนไปญี่ปุ่นก็เคยได้ยินคนพูดว่า นักศึกษามหาลัยที่ญี่ปุ่นน่ะ คือชีวิตมหาลัยเขาจะจัดเต็มมาก อยากแต่งตัวยังไงย้อมผมสีอะไร เอาเลย เต็มที่ เพราะเขารู้อยู่แก่ใจดีว่า มันคือ “ช่วงเวลาสุดท้าย” ที่เขาจะได้ทำตามใจเสรี ก่อนที่จะต้องออกไปหางานทำ ไปเข้า “ระบบ” ที่จะตีกรอบคุณ ว่าต้องใส่เสื้อผมสีอะไร ไว้ผมทรงไหน
มันสื่ออีกนัยหนึ่งด้วยว่า “ระบบ” น่ะ มันแข็งนะ คุณจะต่อต้านก็ได้ แต่ต่อต้านแล้วคุณก็ต้องรับผลที่ตามมาได้นะ และสุดท้าย คุณก็โค่นมันจริงๆ ไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ
3) หนทางที่ 3 นั่นแหละ คือสิ่งที่เป็นอยู่
คนเราเมื่อไม่สามารถระบายความโกรธด้วยการทำลาย “เป้าของความเกลียดชัง” ได้ มาถึงจุดหนึ่ง ความโกรธเกลียดของพวกเขาจะย้อนกลับมาทำลายชีวิตจิตใจพวกเขาเอง พวกเขาจึงกลายเป็นแพนิค โรคซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ละทิ้งการมีชีวิตอย่างมีเป้าหมาย (การสร้างสรรค์ การทำอะไรๆ ให้มันดีขึ้น) แล้วก็มีชีวิตอยู่แบบไม่ต่างกับสัตว์เดรัจฉาน หมกมุ่นได้แต่เรื่องกินขี้ปี้นอน จมอยู่กับสิ่งที่จะทำตนเองให้เสื่อมทรามบั่นทอนร่างกายและชีวิตไปเรื่อยๆ (เช่นอบายมุขต่างๆ) แล้วก็จะหมดความเป็นมนุษย์ (ที่มีสติปัญญารู้อะไรควรไม่ควร) ไปเรื่อยๆ กลายเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ทำตามใจไร้ลิมิต สมสู่ไม่เลือกที่ ไม่พอใจก็ฆ่าแกงกันเหมือนผักปลา ไปเรื่อยๆ และคราวนี้แหละ ระบบสังคมระบบอะไรต่างๆ จะพังของจริง
มาถึงจุดนี้ ผมเองยังต้องยอมรับว่า ที่เพียรพยายาม หาทางนำเอาปรัชญา ข้อคิดดีๆ เพื่อ “ทำชีวิตให้ดีขึ้น” ซึ่งก็ อ่านเอง ปฏิบัติเอง แล้วก็เอามาบอกเล่าเองนั้น มันอาจช่วยคนได้ “แค่เพียงหยิบมือ” แต่มันก็คือสิ่งที่ผมทำได้ และก็จะทำต่อไป
…เพราะอะไรน่ะเหรอ…
เพราะผมยังนึกถึง “คนรุ่นต่อไป” อยู่น่ะสิ!!!
อย่าลืมติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้านะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (2) เกิดมาอยู่ใต้ “ตาข่ายคลุมฟ้าดิน” (天羅地網)
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (1) ความกลมเกลียว (วะ 和) กับความจงชังในจิตของคนเจน Z
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (0) “บูชิโด” เพื่อศตวรรษที่ 21
– G.I. Samurai (1979) ตกลงแล้ว เราเลือก “ทางเดินชีวิต” จากอะไร?
– “Hokuto no Ken” กับความรู้สึกที่ผมได้กลับไปอ่านมันอีกครั้งเมื่อผมอายุ 48!
#“มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (3) “หนทาง” ที่ควรจะมุ่งหน้าไป


