คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
“มีปัญหาปรึกษา Chat GPT สิ” (9) อินฟลูเอนเซอร์ยุค Wild West ต่อไปจะอยู่ยาก
สวัสดีครับ เอาล่ะครับ เอาล่ะครับ ในที่สุดไอจังหมายเลขหนึ่งก็ทำให้สมองผมไอเดียวกระฉูดอีกแล้ว (จริงดิ) ที่จริงผมกับไอจังนี่วันๆ คุยกันหลายเรื่องนะ แต่บางเรื่องก็ ไม่อาจเอามาเขียนได้ เพราะเป็นเรื่องที่หาจุดเชื่อมกับญี่ปุ่น (อันเป็นธีมของเว็บ marumura.com อยู่แล้ว) ไม่ได้
แต่มันมีเรื่องน่าสนใจที่จุดประเด็นให้พูดก็คือเรื่องที่อินฟลูฯ คนไทยรายหนึ่ง ได้กระทำตนให้กลายเป็น “ความน่าอับอายของประเทศชาติ” ด้วยการกระทำกิริยาที่พูดได้แค่ว่า “ไม่รู้จักกาละเทศะ” ในสถานที่เที่ยวชื่อดังของญี่ปุ่น ดังที่ท่านผู้อ่านทั้งหลายคงได้ทราบจากข่าวและสื่อโซเชียล ซึ่งจะไม่ขอพูดซ้ำ
แต่ประเด็นที่ผมสนใจ ไม่ใช่เรื่องตัวการกระทำนั้นหรอก (เพราะเอาจริงๆ ที่อื่นในโลกมันก็มี พวกยูทูปเบอร์เกรียนๆ ที่แบบ ทำอะไรก็ได้เพื่อเรียกยอดวิวยอดไลค์ มีมานานแล้ว) แต่เป็น “ความคิดเห็น” ที่คนไทยในโซเชียลส่งเสียงออกมาต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น “เพิกถอนพาสปอร์ตมันซะ” “แบนมันไม่ให้เข้าประเทศญี่ปุ่นซะ” “ในฐานะคนไทยต้องขอโทษแทน” “ถ้าอีกหน่อยญี่ปุ่นยกเลิกฟรีวีซ่าคนไทย ลำบากกันหมดแน่” ฯลฯ
คือคนไทยนั้น แต่ก่อน ไม่ใช่คนที่ทัศนคติแบบนี้ คนไทยแต่ก่อน ค่อนข้างมีมุมมองค่อนไปทางปัจเจกชนนิยม ประมาณว่า “เรื่องของมันทำคนเดียว ฉันไม่เกี่ยวด้วยนะ” แต่ทำไมเหตุการณ์คราวนี้จึงกลายเป็น “(มัน) ได้ความดังโดยแลกกับชื่อเสียงประเทศชาติ” ไปได้ คนไทยจากนิสัยตัวใครตัวมันแบบ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” กลายเป็นคนที่คิดอะไรแบบ “สำนึกรวมหมู่” ซะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่?
และไอจังก็ตอบผมมาดังนี้
ผมเห็นภาพเดียวกับคุณเลยครับ — และเคสนี้มันไม่ได้เป็นแค่ดราม่าเล็กๆ ในเน็ตอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง” ของการเปลี่ยนแปลงค่านิยมสังคมไทยบนโลกออนไลน์ด้วย
ผมขอแยกเป็นประเด็นให้เห็นโครงสร้างชัดๆ นะครับ:
1) ทำไมเคสนี้ถึงลามไปถึงระดับ “ภาพลักษณ์ประเทศ”?
เมื่อก่อนก็มีดราม่าอินฟลูฯ ไร้มารยาทมากมาย แต่ไม่เคยลามแรงขนาดนี้ สาเหตุหลักๆ คือ:
(ก) ค่านิยมไทยยุคใหม่ใกล้ญี่ปุ่น-เกาหลีมากขึ้นจริง
คนเริ่มให้ความสำคัญกับ:
● ความสุภาพ
● ความรับผิดชอบ
● การวางตัวในพื้นที่สาธารณะ
● การทำมาหากินต่างประเทศอย่างมีภาพลักษณ์ที่ดี
เพราะสังคมไทยเริ่มเห็นว่าพฤติกรรมของคนไทยในต่างประเทศ = คะแนนเครดิตของชาติ
ประเทศท่องเที่ยวนับถือคุณภาพนักท่องเที่ยวมากขึ้น และไทยเองก็แข่งขันด้าน “soft power” จนคนไม่อยากให้ใครมาทำเสียเรื่องง่ายๆ
2) ทำไมเจ้าตัวถึงตอบโต้แบบ “ไม่ยอมขอโทษสวยๆ”?
คุณวิเคราะห์ถูกมากว่า เขาเกิดมาจากช่องว่างยุคโซเชียลยังไม่ถูกจัดระเบียบ
กลุ่มผู้สร้างคอนเทนต์ยุคแรกๆ (ตลาดล่างขึ้นมา) มักใช้ 3 สูตร:
● ความกล้าแบบไม่มี filter
● ความมั่นใจเกินเหตุ (เพราะได้ยอด view เป็นแรงเสริม)
● ไม่มีระบบจัดการภาพลักษณ์ (PR / ทีมกฎหมาย / ทีมสื่อสาร)
ปัญหาที่เกิดคือ เมื่อเข้าสู่เวทีต่างประเทศ — โดยเฉพาะเวทีที่มีมาตรฐานสังคมสูง (ญี่ปุ่น) — สูตรแบบบ้านๆ ที่เคยทำให้ดัง กลับใช้ไม่ได้เลย
เพราะวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้คุณค่ากับ:
● ความรับผิดชอบ
● ความถ่อมตัว
● การยอมรับผิดอย่างเต็มที่
● การแสดงความจริงใจด้วยท่าที ไม่ใช่คำพูดเท่ๆ
ในขณะที่เขาเลือกแนวทาง “ผมไม่ผิด ที่คุณคิดมากเอง” → ซึ่งตรงข้าม 100%
3) ความแตกต่างของยุคอินฟลู: ยุค Wild West → ยุค Regulation
คุณพูดคำว่า “จัดระเบียบ” ได้แม่นมาก เพราะตอนนี้มันเกิดขึ้นจริงในหลายประเทศแล้ว และไทยกำลังตามมาติดๆ:
ยุคแรก (2008–2018): ใครๆ ก็เป็นคนดังได้
● ไม่มีเพดานคุณภาพ
● เสียงดัง = ได้เปรียบ
● ดราม่าคือเครื่องมือเรียกยอด
● ไม่มีกรอบความประพฤติ
● ไม่มีมาตรฐานความรับผิดชอบต่อแบรนด์/สังคม
ยุคปัจจุบัน (2020s–2030s): Social Reputation Economy
ทุกอย่างเริ่มมี “มาตรฐาน”:
● แพลตฟอร์มเข้มงวด
● แบรนด์ตรวจสอบผู้ร่วมงานหนักมาก
● สังคมไม่ทนกับความหยาบคายง่ายๆ อีก
● การทำงานในต่างประเทศต้องรักษา image ระดับ professional
● ผู้ติดตามฉลาดขึ้น มอง value มากกว่าดราม่า
ดังนั้น อินฟลูยุคต่อไปต้องมี:
● การวางตัวแบบมืออาชีพ
● ทีมงาน PR / ผู้จัดการที่เป็นอาชีพ
● ความเข้าใจ cross-culture
● การพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง
อินฟลูแบบ “ดิบๆ บ้านๆ” จะอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะ “ตลาด” evolving ไปแล้ว
4) ทำไมคนไทยรุ่นใหม่ Zero Tolerance กับเรื่องนี้?
เพราะ 3 ปัจจัย:
(ก) ความกดดันของ soft power
ถ้าอยากขายภาพ “คนไทยน่ารัก สุภาพ ขยัน”
พฤติกรรมแบบนี้จะเท่ากับลบคะแนนหลายปีในวันเดียว
(ข) ความรู้สึกว่าเขา “ไปทำเสียหน้าในบ้านคนอื่น”
คนไทยให้ความสำคัญกับหน้าเวลาอยู่ต่างประเทศมาก
ไม่ใช่เพราะชาตินิยม แต่เพราะเรารู้ว่าความประพฤติของนักท่องเที่ยวชาติหนึ่งสามารถส่งผลต่อการรับรอง วีซ่า และมาตรการต่างๆ
(ค) Social comparison กับญี่ปุ่น/เกาหลี
ทั้งสองสังคมให้ความสำคัญกับ:
● ระเบียบ
● วินัย
● ความรับผิดชอบ
● การวางตัว
● คุณภาพการบริการ
เมื่อเราเสพคอนเทนต์จากสองประเทศนี้เยอะ เราก็ค่อยๆ shift ค่านิยมแบบเขาเข้ามา
5) มองไปข้างหน้า: อุตสาหกรรมอินฟลูไทยในอีก 3–5 ปี
ผมคิดว่าเราจะเห็น “การเปลี่ยนโครงสร้าง” แบบชัดเจน:
คนที่จะอยู่รอดต้องมี
● Professional management
● ความรู้เรื่องสังคมต่างประเทศ
● ภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับแบรนด์
● Ethical communication
● ความเข้าใจ soft power
คนที่จะออกจากเกม
● อินฟลูสายดราม่า
● อินฟลูที่ใช้ความหยาบ ความแรง เพื่อเรียกยอด
● อินฟลูที่ปรับตัวสู่มาตรฐานสากลไม่ได้
● คนที่ถูกตีตราว่า “เสียภาพลักษณ์ประเทศ”
เพราะยุคนี้ แบรนด์ไม่อยากโดนลากไปจมด้วย
ผมไม่ได้ถึงกับเห็นด้วยกับไอจังในทุกเรื่องนะ แต่สิ่งที่เห็นด้วยหลักๆ ก็คือ
1) เราเสพสื่อ “ซอฟท์พาวเวอร์” กันเข้าไปมากๆ นี่ มีผลต่อค่านิยม ความคิดนะ จะการ์ตูนญี่ปุ่นหรือซีรี่ส์เกาหลีก็มีผลทั้งนั้น
2) สภาพบ้านเมืองเราในบางด้าน ในเมืองใหญ่ๆ เจริญขึ้นและกระเดียดไปทางญี่ปุ่นมากขึ้น ตัวผมตอนเด็กๆ โตมากับการวิ่งกรูกันไปแย่งกันขึ้นรถเมล์ แต่ยุคนี้คุณต้องเรียนรู้การที่จะ “เข้าคิว” เดินเข้ารถไฟฟ้า รูปแบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปคือเจริญขึ้น มีผล shape รูปร่างความคิดและค่านิยมของคนด้วย และเมื่อคนเราได้สัมผัสกับ “ความเจริญ” ทางวัตถุและจิตใจ (เช่น จากสภาพสังคมที่ต้องยื้อแย่งกัน กลายเป็นมีระบบระเบียบ) ก็ย่อมต้องการที่จะอยากให้มันมีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ฉะนั้น พอเห็นอะไรที่ขัดต่อสิ่งนี้ มันก็จะรู้สึกต่อต้านละ
3) แต่ก็นะ สังคมไทยนั้น มาถึง ปี 2026 นี้ มันก็ยังเป็นสังคม “แบบชั้นๆ” (layers) อยู่ เพราะมีความห่าง มีช่องว่างระหว่างฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม ซึ่ง แน่นอน มีผลต่อค่านิยมอยู่ ได้ข่าวว่า อินฟลูฯ รายนี้ มีคนตามดูได้ยอดวิวเป็นล้าน ก็นะ ถ้ามีคนชอบเสพสื่อแบบนี้อยู่ นั่นก็แสดงว่า ยังมีคนที่สมาทานค่านิยมและเกณฑ์จริยธรรม (อะไรถูกผิดดีชั่วเหมาะสมไม่เหมาะสม) คนละชุดกับค่านิยมของผู้ที่เจริญแล้วอยู่เยอะอยู่นะในประเทศนี้ ไอ้ที่ฮาก็คือ ไม่ได้แค่ชอบนะ บางคนออกตัวมาแก้ต่าง ปกป้อง โดยออกความเห็นทำนองเหยียดกลับคนที่วิจารณ์ เช่น ตอนที่อินฟลูฯ รายนี้ไปเต้นกลางร้านโอมากาเสะ มี “แฟนคลับ” ไปช่วยปกป้องว่า “คนที่ไปด่าเขา (อินฟลูฯ) คือคนที่ไม่มีเงิน (ไปกินร้านโอมากาเสะ) แบบนั้น” คนที่พูดแบบนี้แสดงว่า ในหัวคงคิดว่า ถ้ามีเงินเสียอย่างจะทำเลวทำถ่อยทำไร้มารยาทแค่ไหนก็ได้ใช่ไหมครับ? โชคดีที่สังคมรอบตัวผมไม่มีคนที่คิดแบบนี้อยู่ และหวังว่าในอนาคตข้างหน้าก็คงไม่มีมาเฉียดด้วย
ประเทศไทย ท่ามกลางสังคม “แบบชั้นๆ” ยังมีคนกลุ่มนี้ ที่เสียงยังดังพอสมควรอยู่
แต่เชื่อเถอะ โลกเรา ด้วยเทคโนโลยีเอไอและสภาพสังคม โลกเราและชีวิตประจำวันจะถูก “จัดระเบียบ” ไปเรื่อยๆ แล้วก็ เยอะขึ้นเรื่อยๆ แค่คุยในโอเพ่นแชทในไลน์ก็อาจจะโดนแบนกระจุยได้เพียงแค่
คุณพ่นคำหยาบอย่างไม่ประหยัด โลกที่ถูกจัดระเบียบไปเรื่อยๆ ค่านิยมของคนในสังคมก็จะถูก shape ให้รูปร่างไปทางแบบนั้นด้วย
สิ่งนี้จะก่อให้เกิดปรากฎการณ์ทางสังคมอีกอย่าง
แต่จะเป็นอะไร โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้านะครับ เจอกันใหม่สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (3) ซาโบก้า หุ่นไฟฟ้ามหากาฬ (2011) เมื่อฮีโร่ต้องฝ่าวิกฤติชีวิตวัยกลางคน!!
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (3) อรรถาธิบาย (ตอนจบ)
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (2) อรรถาธิบาย (ตอนแรก)
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (1) บันทึกกระบี่ไท่อา (ต้นฉบับ)
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (0) ตำนานกระบี่ไท่อา
#“มีปัญหาปรึกษา Chat GPT สิ” (9) อินฟลูเอนเซอร์ยุค Wild West ต่อไปจะอยู่ยาก


