พฤษภาคม 20, 2013, 02:21:34 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร : Post JTEPA (18)  (อ่าน 829 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
marumura
Moderator
Samurai
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 176


« เมื่อ: เมษายน 27, 2011, 08:51:30 pm »

ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร : Post JTEPA (18)

ผู้เขียน : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  
ที่มา : คอลัมน์วิถีเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551


อังกฤษก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นสังคมที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้านเทคโนโลยี เงื่อนไขทางสังคมสนับสนุนและก่อให้เกิดแรงจูงใจ ต่อผลตอบแทนของผู้ประกอบการ การก่อตัวของพาณิชย์กรรมการเงิน การเคลื่อนย้ายแรงงาน ระหว่างเมืองกับชนบท มีมานานพอสมควร อังกฤษมีระบบสิทธิบัตรที่ให้ความคุ้มครองแก่นักประดิษฐ์ เกิดขึ้นก่อนสหรัฐ และประเทศอื่นๆ ในยุโรปหลายสิบปี

นักวิชาการเชื่อว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างเป็นระบบ ของยุโรปนั้นล้ำหน้าสังคมอื่นๆ ประมาณปี ค.ศ. 1600 สมัยกาลิเลโอ แล้วช่องว่างก็ห่างกันมากเรื่อยๆ จากนั้นมา แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียว อาจจะยังไม่มีบทบาทต่อช่องว่างทางเศรษฐกิจ เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผ่านเทคโนโลยี

วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีน่าจะสัมพันธ์กันในระดับหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องแน่นแฟ้น ใกล้ชิดกันเสมอ นักวิชาการทางเทคโนโลยีเชื่อว่าก่อนช่วง ค.ศ.1850-1875 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ในปลายศตวรรษ ที่ 18 นั้น ไม่ต้องพึ่งพาหรือพึ่งความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ หลังปี 1875 อย่างไรก็ตามความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เริ่มมีบทบาทสำคัญในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า เคมี ชีววิทยา และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอื่น ๆ เป็นต้น

แต่ก่อนกลางศตวรรษที่ 19 หรือแม้กระทั่งหลังจากนั้น เทคโนโลยีการประดิษฐ์คิดค้น ที่พบและใช้ในโลกตะวันตก เกิดจากช่าง หรือวิศวกร คนที่ทำงานในภาคปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้รับการอบรมอย่างเป็นทางการ เพราะมันไม่จำเป็น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากไม่ได้ตอบสนองต่อความจำเป็นและการประยุกต์โดยตรง ทางด้านเศรษฐกิจ หรือเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้ากระบวนการผลิตใหม่ ๆ วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีจึงสามารถอยู่กันคนละโลกได้ และได้เป็นแบบนี้ในทุก ๆ สังคมมายาวนาน จึงไม่เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจที่ความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีพัฒนาการในช่วง ปี 1600 ต้องใช้เวลากว่า 200 ปี จนมีการประยุกต์ใช้ให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ

ในมุมมองของเทคโนโลยีนักประวัติศาสตร์ มองหัวใจการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีของพลังงาน (Power Technology) โดยเฉพาะการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ จนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง ซึ่ง James Watt ปรับปรุงพัฒนาสิ่งที่มีมาก่อน ๆ หน้าโดยผู้อื่นให้ดีขึ้น แม้อังกฤษจะมีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่สำคัญเช่น การนำเครื่องจักร มาแทนแรงงานคน ในอุตสาหกรรมปั่นและทอผ้า ซึ่งก็มีผลต่ออังกฤษค่อนข้างมากก็ตาม

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พลังงานนี้อาจไม่มีผลใหญ่หลวง ทันทีทันใด แต่ผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีขีดจำกัด เห็นได้ชัดว่า ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 พลังงานจากไอน้ำได้เข้าไปแทรกซึมมีอิทธิพลต่อทุก ๆ ส่วนของชีวิตทางเศรษฐกิจในสังคมตะวันตก และส่วนอื่นๆ ของโลก ตามมากับการเปลี่ยนแปลงนี้ Joel Mokyr เชื่อว่า Power Technology นี้ได้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างยุโรปกับส่วนอื่น ๆ ของโลกเป็นภาวะไร้ดุลยภาพชั่วคราว ที่ทำให้คนยุโรปสามารถเป็นผู้นำ มีอำนาจครอบงำประเทศอื่นทั้งทางเศรษฐกิจและทางทหาร

ความคิดในการสร้างเครื่องจักรที่สร้างขึ้นโดยใช้แรงดันจากบรรยากาศ เกิดจากการเข้าใจว่า ในโลกนี้มีบรรยากาศ และบรรยากาศมีแรงดันที่ทำให้เกิดแรง ซึ่งความรู้แบบนี้คนจีนคงรู้มานานแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 17 เป็นเรื่องของยุโรป ซึ่งเกิดจากการเข้าใจในปรากฏการณ์ที่ค้นพบใหม่ว่า ถ้าเราสามารถทำให้เกิดสุญญากาศได้อย่างซ้ำๆ ต่อเนื่อง พลังหรือแรงจากแรงดันจากบรรยากาศสามารถจะเป็นที่มาของพลังงานใหม่ได้

ความคิดนี้นำไปสู่การสร้างเครื่องจักรโดยชาวฝรั่งเศส ชื่อ Papin และชาวอังกฤษ ชื่อ New Komen เป็นเครื่องจักรที่ใช้ความดันจากไอน้ำ ดันลูกสูบในกระบอกสูบขึ้นลงจนเกิดเป็นงาน New Komen ใช้แรงดันจากบรรยากาศในเครื่องจักรที่สลับความร้อนความเย็นเพื่อสร้างสุญญากาศให้เครื่องจักรทำงานได้ตลอดเวลา โดยกระบวนการกลั่นตัวหรือ Condensation วิธีการนี้ใช้พลังงานสิ้นเปลืองขาดประสิทธิภาพ จึงไม่มีการใช้กันแพร่หลาย

จุดเปลี่ยนที่สำคัญของ James watt คือเขาแยกเครื่องที่กลั่นตัวควบแน่นหรือ Condenser (ซึ่งจะเปลี่ยนไอน้ำให้เป็นน้ำมีอุณหภูมิต่ำลง เพื่อให้เกิดสุญญากาศ สามารถดันลูกสูบลงให้เครื่องจักรทำงานได้ต่อเนื่อง) ออกจากกระบอกสูบทำให้เครื่องร้อนอยู่ตลอดเวลาประหยัดพลังงานและเครื่องจักรทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และหลังจากนั้นเมื่อผนวกกับพัฒนาการด้านอื่น ๆ เครื่องจักรไอน้ำที่จดลิขสิทธิ์โดยเขาและสหาย มีการใช้แทนพลังงานลมและน้ำอย่างกว้างขวางทั้งในอุตสาหกรรมปั่นด้าย ทอผ้า และการขนส่ง เช่น เรือกลไฟและรถไฟ มีผลอย่างมหาศาลในทางเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 19 ในด้านการลดต้นทุนและความรวดเร็ว

Joel Mokyr มองว่าการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำ ในขณะนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวง เป็นการปฏิวัติทางเศรษฐกิจเป็น Paradigm Shift ถ้ามองจากประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยีทางด้านพลังงาน อัจฉริยะและความสามารถของ James Watt เทียบได้กับ Louis Pasteur กรณีชีววิทยาหรือ Newton ในกรณีของฟิสิกส์ หรือในกรณีของดนตรีเทียบได้กับ Beethoven

เราพบว่าในช่วงประมาณ 100 ปีเศษๆ ตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ จนถึงปี ค.ศ. 1896 กว่าร้อยละ 90 ของกำลังแรงม้าเครื่องจักรไอน้ำกระจุกอยู่ที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยที่อังกฤษเป็นผู้นำมีสัดส่วนประมาณ 35-60% ของยุโรป ประเทศอาจจะใช้แหล่งพลังงานจากแหล่งพลังงานที่หลากหลายแล้วแต่สภาพทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งจะไปกำหนดต้นทุนเปรียบเทียบ

และถ้าสมรรถนะของเครื่องจักรไอน้ำ สามารถใช้เป็นเครื่องชี้สำคัญที่มากับระดับความเจริญทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมหรืออำนาจทางเศรษฐกิจ และทางทหารในศตวรรษที่ 19 ได้แล้ว ยุโรปและสหรัฐอเมริกา คือเจ้าโลกอย่างไม่ต้องสงสัย (ยังมีต่อ)


อ่านตอนอื่นๆ ย้อนหลัง >>> ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 09, 2011, 09:49:46 am โดย marumura » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!