พฤษภาคม 22, 2013, 12:57:48 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร : Post JTEPA (19)  (อ่าน 6406 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
marumura
Moderator
Samurai
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 176


« เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2011, 09:49:24 am »

ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร : Post JTEPA (19)

ผู้เขียน : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ 
ที่มา : คอลัมน์วิถีเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551


แม้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะมีขึ้นมีลงเป็นวัฏจักร แต่แนวโน้มใหญ่ซึ่งได้รับการขับเคลื่อน โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมในอังกฤษในปลายศตวรรษที่ 18 และแผ่กระจายหลายสิบปีต่อมาไปที่ส่วนอื่นของยุโรป โดยเฉพาะยุโรปตะวันตก และอเมริกานั้นค่อนข้างชัดเจน จีดีพีต่อหัวอาจจะโตแค่ประมาณ 2% ต่อปี ประชากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่แนวโน้มใหญ่ของ Kondratieff พบว่าในทางเศรษฐกิจมี Long swing ในชั่วอายุคน ยุโรปล้วนพัฒนาอุตสาหกรรม และ Integrate กันมากขึ้น

ศตวรรษที่ 19 จนเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงที่เอเชียและยุโรปห่างกันมากขึ้นๆ อย่างไม่เคยมีมาก่อนนั้น โลกตะวันตกก้าวหน้าทั้งผลิตภาพ และการผลิตในภาคเกษตร จากนั้นก็ล้ำหน้ามาก่อนเอเชีย ในการก้าวไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เครื่องจักรไอน้ำของ James Watt และการพัฒนาการใช้เครื่องจักรกลในการปั่นด้ายแทนนิ้วมือมนุษย์ จนทำให้อังกฤษเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสิ่งทอก่อนผู้อื่น

หลังกลางศตวรรษที่ 19 คลื่นของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอื่นๆ ตามมาอีกมากมายไม่เคยหยุดนิ่ง ที่ล้วนมีผลต่อวิถีชีวิตมนุษย์ ตั้งแต่เรื่องของเครื่องจักรไอน้ำที่มีพลังและประสิทธิภาพสูงขึ้น พลังงานไฟฟ้าและมอเตอร์ เคมีอินทรีย์ Synthetics เครื่องยนต์สันดาปภายใน เครื่องยนต์ดีเซล การผลิตที่มี Precision สูง ระบบการผลิต Assembly line และระบบการบริหารจัดการแบบอเมริกา รวมทั้งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็น Cluster ของนวัตกรรมที่นักวิชาการเรียกว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2

ช่วงที่จีนและญี่ปุ่นเริ่มปิดตัวเองเป็นต้นมา เป็นช่วงที่นอกจากช่องว่างทางความมั่งคั่งและเทคโนโลยี โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ระหว่างเอเชียและยุโรป โดยเฉพาะหลัง ค.ศ.1750 จะห่างกันมากขึ้นแล้ว ระหว่างในยุโรปและอเมริการาวปลายศตวรรษที่ 19 เยอรมนีและอเมริกาเริ่มไล่กวดทัน และล้ำหน้าอังกฤษในหลายอุตสาหกรรม ยุโรปค้าขายกันมากขึ้นถึง 60% ของการค้าโลก ความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจ หรือการใช้นโยบายแบบ Mercantilism เริ่มค่อยๆ ถูกแทนที่โดยการค้าเสรี เช่นที่อังกฤษและประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่ตามมา อังกฤษยกเลิก Corn Laws และใช้นโยบาย Free trade ราวกลางศตวรรษที่ 19

ช่องว่างทางเทคโนโลยีทั้งทางอุตสาหกรรมและทางทหารและการรบ โดยเฉพาะอำนาจทางทะเลหรือมหาสมุทร ก็เริ่มต่างกันมากขึ้น กรณีของญี่ปุ่นก็เห็นได้ชัดเช่นกันจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เมื่อกัปตัน Perry บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศในปี ค.ศ. 1853 และญี่ปุ่นตัดสินใจที่จะทำประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก

จีนอาจจะเป็นเจ้าโลกทางทะเลในก่อนและเมื่อต้นศตวรรษที่ 15 แต่การที่จีนแพ้อังกฤษในสงครามฝิ่นซึ่งรบกันในช่วงปี ค.ศ.1839-1842 และมหาอำนาจอื่นๆ ในยุโรปในเวลาต่อมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทคโนโลยีทางทหาร ด้านอาวุธปืนและเรือที่ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำของอังกฤษนำหน้าจีนไปค่อนข้างมาก ในประเด็นนี้ บทบาทของการเป็นผู้นำของยุโรปทางเทคโนโลยี กับการขยายตัวของจักรวรรดินิยมทางทหารในศตวรรษที่ 19 ในเอเชียหรือแอฟริกา ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตาจึงมีความสัมพันธ์กัน

มองย้อนกลับไป 300-400 ปีก่อนหน้า จีน (ราวๆ กลางศตวรรษที่ 15) หมุนกลับทวนเข็มนาฬิกา หันกองเรือกลับประเทศ และหยุดพัฒนา ไม่สนใจที่จะมองและออกไปข้างนอก ไปบุกเบิกไปจับจอง ไปล่า และแสวงหาโภคทรัพย์ ทั้งๆ ที่ศักยภาพไม่ว่าจะมองจากทางด้านใด มีพร้อมกว่าใครๆ และเมื่อต้องถูกบังคับโดยเรือปืน เพราะแพ้สงครามให้เปิดประเทศในกลางศตวรรษที่ 19 ก็เป็นฝ่ายถูกกระทำในเงื่อนไขที่เสียเปรียบ

แต่ยุโรปเริ่มตั้งแต่โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ สเปน ตามมาด้วยอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่งเยอรมนีในช่วงหลัง ทำทุกอย่างตรงกันข้ามกับจีน ญี่ปุ่นเลือกเส้นทางแบบจีน ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 ที่จะปิดตัวเองกับโลกตะวันตก ที่ถูกมองว่าเป็นพวกป่าเถื่อน หรือ Barbarian

แน่นอนว่า การเปิดประเทศคบค้ากับชาวโลกเป็นดาบสองคม ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายในของแต่ละประเทศ และเงื่อนไขความกดดันจากภายนอกในแต่ละช่วงเวลา การออกไปแสวงหาล่าอาณานิคม ก็ไม่ได้เป็นเครื่องประกันว่า ในระยะยาวการเป็นเจ้าอาณานิคมจะเป็นสิ่งเดียวกันกับการมีเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและการเงินที่แข็งแกร่งยั่งยืนกว่าคนอื่น เช่นตัวอย่างจากสเปนเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 หรือกรณีของสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กๆ ก็สามารถแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปยึดครองประเทศใด

เมื่อถึงคราวจำเป็นและมีวิถีทาง หรือ Mean ที่เปิดให้หรือพร้อม ญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกับประเทศเจ้าอาณานิคม อาทิเช่น อังกฤษหรือประเทศอื่นๆ จะว่าไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.1870 ญี่ปุ่นพัฒนาทางทหารและใช้นโยบายต่างประเทศ ตามรูปแบบของประเทศยุโรปตะวันตก แต่ขอบข่ายของอำนาจที่ญี่ปุ่นใช้และสร้างเป็นระดับ Regional ที่ใกล้กับตัวเอง อาทิเช่น เกาหลี ไต้หวัน ชานตุง เป็นต้น ไม่ใช่ Global ในแง่ความอยากหรือเป็นความฝัน ในอดีตไม่ใช่ผู้นำญี่ปุ่นจะไม่มีความทะเยอทะยาน

นักวิชาการญี่ปุ่น Kuno เล่าว่า ในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ผู้นำทางทหารของญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ชื่อ Hideyoshi เคยร่างแผนของการเอาชนะเพื่อครอบครองอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายถึงการทำให้จักรพรรดิญี่ปุ่นมีอำนาจเท่าเทียมกับรัฐของยุโรป ถ้าแผนนี้เกิดขึ้นจริงและสำเร็จ แต่เขาไม่สามารถพัฒนากองทัพเรือและกองเรือของญี่ปุ่น ซึ่งทำให้แผนนี้ล้มเหลว แม้กระทั่งเกาหลีซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ที่ควรจะยึดครองได้ กองทัพก็ไม่ประสบความสำเร็จ มีข้อสังเกตว่าแผนของ Hideyoshi ที่ถูกยกเลิกไป อยู่ในช่วงเวลาที่หลายประเทศมหาอำนาจในยุโรปกำลังรุกผงาดอำนาจทางทะเล ในกรณีของศตวรรษที่ 19 เทคโนโลยีมีบทบาทต่อการขยายตัวของจักรวรรดินิยมอย่างไร


อ่านตอนอื่นๆ ย้อนหลัง >>> ญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!