วีซ่านั้นสำคัญไฉนวีซ่านั้นสำคัญแน่นอน เพราะเป็นใบเบิกทางที่จะทำให้เราสามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นได้ และทุกคนที่จะเดินทางเข้าญี่ปุ่นไม่ว่าโดยเหตุประการใดก็จำเป็นที่ต้องดำเนินการขอวีซ่าก่อน จะมีข้อยกเว้นให้เฉพาะสำหรับคนที่ถือหนังสือเดินทางการทูต และหนังสือเดินทางราชการเล่มสีน้ำเงินเท่านั้นที่สามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้เลย โดยไม่ต้องทำการขอวีซ่า
หลายคนที่ไม่เคยเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลายคนที่มีความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งอยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่หลายคนที่ถอดใจตั้งแต่แรกเพราะเรื่องวีซ่านี่แหละ เพราะไปเจอใครอีกหลายคนบอกอย่าไปเลยญี่ปุ่นขอวีซ่ายาก แต่หลายคนที่บอกเคยขอวีซ่าญี่ปุ่นหรือแม้แต่ได้เคยเดินย่างกรายเข้าไปในบริเวณสถานทูตหรือเปล่าก็ไม่รู้ 55555
เลยอยากจะขอเล่าเรื่องการขอวีซ่าญี่ปุ่นให้ฟังกันสักหน่อย ว่าที่ขอยากขอเย็นจริงหรือเปล่า แต่วันนี้จะขอคุยเฉพาะวีซ่าท่องเที่ยวและธุรกิจเท่านั้น เพราะถ้าเป็นเรื่องการขอวีซ่าเพื่อไปทำงาน ไปอยู่กับญาติหรือศึกษาต่อ เงื่อนไขต่าง ๆ จะไม่เหมือนกันต้องดูกันเป็นราย ๆ ไป
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน คนไทยสามารถเดินทางเข้าญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าด้วยซ้ำ แต่ด้วยความเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วของประเทศญี่ปุ่นทำให้ถูกมองว่าเป็นแหล่งขุดทองที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง ทำให้มีคนไทยรวมทั้งคนชาติอื่น ๆ หลั่งใหลเข้าไปทำมาหากินอยู่เป็นจำนวนมาก จนทำให้ไม่สามารถคัดกรองได้ว่าใครเป็นใคร ใครมาเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับ ใครมาแล้วมาลับไม่กลับอีกเลย ก็จำเป็นต้องมีกระบวนการคัดกันสักหน่อย ก็คือการต้องยื่นขอใบอนุญาตเดินทางเข้าประเทศหรือวีซ่านั่นเอง
หลักเกณฑ์การพิจารณาก็ไม่มีอะไรมาก ถ้าเราเป็นคนมีหลักมีแหล่ง มีงานการทำ มีเงินออมพอที่จะใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ไม่มีประวัติการหลบหนีเข้าเมืองหรือทำพฤติกรรมว่าจะไปผิดกฎหมายบ้านเขา การที่จะได้รับอนุมัติวีซ่าก็ไม่ใช่เรื่องยาก
หลักฐานในการขอวีซ่าก็ไม่มีอะไรมาก ไม่ต้องไปเสาะหาจากที่ไหน เป็นเอกสารส่วนตัวของเราเองนี่แหละ เตรียมให้พร้อมแล้วก็เอาไปยื่น
1.แบบฟอร์มการขอวีซ่า แบบฟอร์ม สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่เลย
http://www.th.emb-japan.go.jp/img/visaform.pdf เดี๋ยวนี้ต้องกรอกใบนี้เพิ่มด้วย
http://www.th.emb-japan.go.jp/en/consular/visa_qe.pdfต้องกรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยสามารถดูวิธีการกรอกคำร้องได้ที่นี่
http://www.th.emb-japan.go.jp/th/consular/form.htm 2.หนังสือเดินทางหรือเรียกกันจนติดปากว่าพาสปอร์ตนั่นแหละ แต่ตรวจดูหน่อยว่าใกล้จะหมดอายุหรือยังเพราะพาสปอร์ตที่จะใช้เดินทางไปต่างประเทศได้นั้นต้องมีอายุการใช้งานเหลืออย่างน้อย 6 เดือน
เรื่องอายุของพาสปอร์ตนี่ก็ทำให้สับสนได้ง่ายเหมือนกัน บางคนถึงขั้นไปเข้าใจว่าต้องทำพาสปอร์ตมาแล้วอีก 6 เดือนถึงจะใช้ได้ อันนี้ถือว่าเข้าใจผิดอย่างแรง ขออธิบายให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ล่ะกัน สมมุติถ้าต้องการเดินทางเข้าญี่ปุ่นในวันที่ 10 ตุลาคม 2553 ก็ให้นับไปอีก 6 เดือน
คือพาสปอร์ตต้องไม่หมดอายุก่อนวันที่ 10 เมษายน 2554 เท่านี้เป็นใช้ได้
3.รูปถ่ายรูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป โดยต้องเป็นรูปถ่ายหน้าตรง ฉากหลังต้องเป็นสีอ่อน ๆ ถ้าเป็นสีขาวได้ก็แจ่มเลย เพราะเดี๋ยวนี้สถานทูตอื่น ๆ บังคับให้ใช้พื้นหลังสีขาวกันหมดแล้ว ถ่ายที่เดียวจะได้เก็บไว้ใช้หลาย ๆ งาน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเพราะเวลายื่นวีซ่ามาตกม้าตายกับเรื่องรูปถ่ายมาเยอะแล้ว ฉะนั้นตอนถ่ายรูปไม่ต้องยิ้ม ไม่ใส่แว่นดำ ไม่เอียงคอ ไม่เบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวา ถ่ายมันหน้าตรง ๆ นี่แหละ เก็กหน้าเข้าไว้ เดี๋ยวดีเอง แล้วถ้าให้ดีควรเข้าไปถ่ายที่ร้านถ่ายรูปจะดีกว่า เพราะถ่ายเองบางทีทั้งแสง ทั้งขนาดไม่ได้ ก็ต้องเสียเวลาไปถ่ายใหม่
4.หลักฐานการทำงาน สำหรับคนทำงานบริษัทเอกชนหรือรับราชการคงไม่ยาก แค่ไปขอจดหมายรับรองการทำงานจากฝ่ายบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่แต่ละหน่วยงานก็จะมีแบบฟอร์มอยู่แล้ว ต้องขอเป็นภาษาอังกฤษนะ ภาษาไทยใช้ไม่ได้ ส่วนเงินเดือนจะระบุหรือไม่ระบุก็ได้ เพราะเราเอาไปใช้ขอวีซ่าไม่ได้เอาไปขอเงินกู้ แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทมหาชน ถ้ามีเงินเดือนเกิน 20,000 บาท แล้วระบุลงไปในจดหมาย จะได้รับสิทธิ์ไม่ต้องโชว์สมุดบัญชี
คนที่เป็นเจ้าของกิจการก็ไปคัดหนังสือรับรองบริษัทที่ออกจากกระทรวงพาณิชย์ แต่ต้องคัดมาไม่เกิน 2 เดือน ถ้าเกินก็ต้องไปคัดมาใหม่
ส่วนคนที่ทำอาชีพอิสระไม่ได้จดเป็นรูปบริษัท ไม่ว่าคุณจะเป็นช่างภาพอิสระ ค้าขายทั่วไป อันนี้ก็ไม่มีปัญหา พิมพ์จดหมายขึ้นมาเองเลย อธิบายว่าเราประกอบอาชีพอะไร ทำมาหากินอยู่แถวไหน มีเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว
น้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาที่ยังเรียนหนังสืออยู่ก็ขอหนังสือรับรองจากสถานศึกษาที่เราศึกษาอยู่แต่ก็ต้องออกเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกันนะ ตรงนี้ยกเว้นให้ถ้าอายุต่ำกว่า 16 ไม่ต้องใช้ก็ได้
5.สมุดบัญชีอยากขอวีซ่าแต่ไม่อยากโชว์สมุดบัญชีได้ไหม ตอบเลยว่าได้แต่จะไม่ได้ไปอ่ะซิ หุ หุ
สมุดบัญชีก็เป็นเอกสารสำคัญอีกชิ้นที่มีผลต่อการพิจารณาอนุมัติวีซ่า สถานทูตญี่ปุ่นจะรับพิจารณาเฉพาะบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์และฝากประจำเท่านั้น บัญชีกระแสรายวันกับ Bank Quarantine ไม่ต้องติดไปให้หนักมือ เพราะไม่รับพิจารณา ส่วนจะต้องมีเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝากเท่าไหร่ถึงจะขอวีซ่าได้ ข้อนี้ถามไปกี่ทีก็ไม่เคยได้รับคำตอบจากสถานทูต เพราะในความเป็นจริงเขาจะพิจารณาการเดินบัญชีประกอบด้วย ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาเราเดินบัญชีอยู่หลักพันบาท จู่ ๆ กำลังจะไปยื่นวีซ่ามีเงินโผล่เข้ามาหลักแสนอันนี้ก็ดูไม่น่ารักเท่าไหร่ ฉะนั้นปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะคนที่คิดจะเที่ยวก็คงต้องมีเงินออมพอเหมาะพอสมที่จะนำมาใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวอยู่แล้ว อย่าลืมไปธนาคารปรับยอดให้เป็นยอดปัจจุบันด้วย
6.ทะเบียนบ้าน ถ้าใครบ้านอยู่ต่างจังหวัด หรือบ้านอยู่ไกลแต่ตัวอยู่คอนโดใกล้ที่ทำงาน ไม่สะดวกที่จะกลับไปเอาทะเบียนบ้านตัวจริงมา ก็สามารถใช้วิธีไปขอคัดทะเบียนบ้านจากสำนักงานเขตที่เราสะดวก ก็สามารถเอาไปใช้ได้เหมือนกัน
7.หลักฐานอื่น ๆ อันนี้เหมารวม ๆ ล่ะกัน ใครจดทะเบียนสมรส ใครเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล ก็ติดเอกสารพวกนี้ไปด้วย
เตรียมเอกสารครบทั้งตัวจริงและสำเนา ก็พร้อมยื่นได้เลย ไปไม่ถูก คลิ๊กที่นี่
แผนที่สถานทูตญี่ปุ่น เวลาทำการ 08.30-11.15 น.
ไปก่อนได้แต่อย่าไปหลังเดี๋ยวเสียเที่ยวเปล่า ๆ

แล้วค่าวีซ่าตอนนี้เก็บอยู่คนละ 1,000 บาท ยังไม่ต้องจ่ายตอนยื่น ค่อยไปจ่ายเอาตอนไปรับพาสปอร์ตคืน ใครไม่ผ่านไม่ต้องเสียตังค์ เสียแต่เวลา (ญี่ปุ่นใจดีใครกำลังเรียนอยู่ระดับปริญญาตรีไม่ต้องเสียค่าวีซ่า) ทำไมให้เฉพาะปริญญาตรีหว่า

ประถม มัธยมก็ไม่ให้ใจร้ายจัง

ระยะเวลาในการยื่นปกติก็ใช้เวลา 2 วันทำการ แต่ถ้าเป็นช่วงวันหยุดยาว คนเดินทางท่องเที่ยวเยอะ ก็เผื่อเวลาหน่อยก็ดี
ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะแยะ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ใครมีปัญหาอยากปรึกษาเรื่องวีซ่าก็ถามมาได้นะครับ