• ผู้สูงอายุจากต่างประเทศ

  • ผู้เขียน : ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์



    ขณะที่เขียนต้นฉบับของวันนี้ ผมยังคงตระเวนอยู่ที่เขตโทโฮกุ ซึ่งผมเรียนรับใช้ผู้อ่านท่านที่เคารพไปแล้วว่า ภูมิภาคโทโฮกุ หรือโทฮกกุของญี่ปุ่นประกอบไปด้วย 6 จังหวัด คือ อาโอะโมริ อากิตะ อิวาเตะ มิยากิ ยามางาตะ และฟูกุชิมะ ทั้ง 6 จังหวัด ทางภาคอีสานนี่เป็นแหล่งสุดท้ายที่ยังคงดํารงวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมเก่าแก่ไว้ได้อย่างค่อนข้างครบถ้วน ใครมาตระเวนทางแถบนี้ ก็ยังคงเห็นชาวนาปลูกข้าวด้วยวิธีแบบโบราณเหมือนที่ปลูกกันเมื่อหลายร้อยปี ก่อน หมู่บ้านริมทะเลก็ยังเป็นหมู่บ้านชาวประมงแบบเดิมๆ ที่ใช้วิธีการจับปลาเหมือนในสมัยโบราณ ทางแถบนี้มีประชากรอาศัยเบาบางมากที่สุดในญี่ปุ่น ทั้ง 6 จังหวัดรวมกันมีเนื้อที่ถึง 67,000 ตารางกิโลเมตร แต่มีพลเมืองแค่ 10 ล้าน แถมยังจะลดลงไปเรื่อยๆ เหมือนที่ผมเรียนรับใช้ไปเมื่อวันก่อนแล้วว่า ขณะนี้ญี่ปุ่นกําลังเผชิญปัญหาประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง

    หน่วยงานที่มีความสําคัญมากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นก็คือ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประชากรและความมั่นคงทางสังคม ผมเองชอบอ่านรายงานของสถาบันแห่งนี้ ตัวเลขและสถิติต่างๆ ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาฯ ทําให้เราทํานายทายทักอนาคตของญี่ปุ่นได้ การทํานายความเป็นไปของอีกประเทศหนึ่งได้อย่างถูกต้อง ทําให้เราสามารถคบค้าสมาคมกับประเทศนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถให้และรับประโยชน์ได้ทั้งสองทาง

    พ.ศ. 2563 หรืออีก 14 ปีข้างหน้า คนที่อายุ 65 ปีขึ้นไปของญี่ปุ่นจะเพิ่มไปมากถึงร้อยละ 27.8 ของประชากรทั้งหมด ในขณะที่อัตราส่วนของประชากรในวัยทํางาน ซึ่งก็คือพวกที่มีอายุ 15-64 ปี จะลดลงจากร้อยละ 68.1 เหลือเพียงร้อยละ 60

    แค่ทราบตัวเลขที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการ ท่านที่มองการณ์ไกลก็อาจจะคิดโครงการทํามาหากินกับญี่ปุ่นได้ โดยเฉพาะทํามาค้าขายหรือรับใช้บริการผู้สูงอายุ มาญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมบังเอิญมีโอกาสสนทนากับคนญี่ปุ่นหลายกลุ่มที่สนใจ อยากจะมาลงทุนเพื่อทําโครงการหมู่บ้านญี่ปุ่นในประเทศไทย เพื่อให้ผู้สูงอายุของญี่ปุ่นที่ปลดเกษียณแล้ว เดินทางมาใช้บั้นปลายท้ายชีวิตในประเทศไทย ที่เราเรียกเป็นภาษาท่องเที่ยวว่าลูกค้าลองสเตย์ หรือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพํานักระยะนาน

    ถ้าหากรัฐบาลไทยกระดิกพลิกตัวได้ไว้ ก็ควรจะประกาศจังหวัดลองสเตย์ ให้เกิดความมั่นใจกับคนญี่ปุ่นไปเลย ว่าจะมีจังหวัดใดบ้าง จากการสนทนากับผู้สูงอายุญี่ปุ่นที่เคยมาเมืองไทย หลายคนชอบเมืองภูเขาอย่างเชียงใหม่และเชียงราย บางคนชอบเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ บางพวกชอบทะเลอย่าง ภูเก็ต ระยอง ชลบุรี ฯลฯ

    ยังมีผู้สูงอายุจากอีกหลายชาติครับ ที่อยากจะใช้บั้นปลายท้ายชีวิตในประเทศที่ปลอดภัย และมีค่าครองชีพถูกกว่าประเทศเดิมของตน เพราะเงินบํานาญของตัวเองนั้น หากใช้ในประเทศเดิม ก็อาจจะใช้ใด้อย่างกระเหม็ดกระแหม่ แต่ถ้ามาอยู่ประเทศไทย ก็จะใช้เงินจํานวนนั้นหาความสุขได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุจากประเทศเยอรมนี อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สหรัฐฯ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฯลฯ

    ผมเข้าใจว่า ขณะนี้ประเทศไทยของเรากําลังอยากจะให้มนุษย์พันธุ์ไทยรุ่นใหม่เก่งภาษา หากเราสามารถประชาสัมพันธ์ถึงโครงการลองสเตย์+งานสอนภาษาต่างประเทศใน โรงเรียน ให้เยาวชนไทย ผมว่าผู้สูงอายุในประเทศเหล่านั้นท่านจะสนใจไม่น้อย บางท่านอาจจะไม่อยากได้เงินค่าจ้างสอนดอกครับ แต่อยากจะหา “อะไร” ที่ เป็นประโยชน์ทําตามประสาผู้สูงอายุ เยาวชนไทยก็มีนิสัยเคารพท่านผู้ใหญ่อยู่แล้ว ผู้สูงอายุจากประเทศที่ไม่ค่อยเคยมีลูกหลานสนใจอาจจะชื่นชมเด็กไทยขนาดสอน ให้ฟรีก็เป็นได้

    ถ้ามีผู้สูงอายุเข้าโครงการลองสเตย์ในไทย 100,000 คน แต่ละคนใช้เงินซัก 30,000 บาทต่อคนต่อเดือน (ซึ่งถือว่าเป็นเงินเล็กน้อยมากในประเทศเหล่านั้น) เงินจะเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึงปีละ 36,000 ล้านบาทเลยทีเดียว นอกจากค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายอื่นๆแล้ว คนไทยก็จะมีงานด้านผู้ช่วยพยาบาล/ ดูแลผู้สูงอายุทําเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนคน

    ขณะดูแลผู้สูงอายุต่างชาติ ก็ฝึกภาษาของประเทศนั้นๆ ไปด้วย ทํางานดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยได้สักพัก ภาษาดีแล้วก็สามารถไปทํางานในต่างประเทศได้ คนไทยรุ่นใหม่ก็จะได้เข้ามาทํางานบริการผู้สูงอายุต่างชาติเพื่อ “ฝึกงาน” กันต่อไป

    และถ้าผู้สูงอายุ 1 ท่าน สามารถช่วยสอนเยาวชนไทยให้ชํานาญภาษาต่างประเทศ ด้วยค่าจ้างที่ไม่สูงนักได้ถึงปีละ 20 คน ก็หมายความว่า เราจะมีเยาวชนไทยที่รู้ภาษาต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอีกถึงประมาณสองล้านคนใน แต่ละปี ต่อไปคนไทยก็จะเก่งทั้งภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ สวีเดน ฟินแลนด์ เยอรมัน ฝรั่งเศส ฯลฯ

    รัฐบาลไทยลองหาคนหัวดีมาบริหารงานโครงการเพื่อสร้างและให้ประโยชน์กับผู้สูงอายุต่างชาติ ดูซีครับ ขออย่างเดียวอย่าเอาพรรคพวกเข้ามาแสวงหาประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองอีกก็แล้วกัน


    เปิดฟ้าส่องโลก [ฉบับญี่ปุ่น] ทั้งหมด CLICK HERE

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง >>>
    เปิดฟ้าส่องโลก : รถไฟทำให้กรุงเทพฯ เล็กลงได้
    เปิดฟ้าส่องโลก : ใครจะไปดูงานที่ญี่ปุ่น ควรอ่านบทความนี้ก่อน
    เปิดฟ้าส่องโลก : ญี่ปุ่น : งานเฉลิมฉลองเซจินชิกิ
    เปิดฟ้าส่องโลก : ญี่ปุ่น..ประเทศแห่งเทศกาลและงานประจำปี
    เปิดฟ้าส่องโลก : กลัวรถไฟ
    เปิดฟ้าส่องโลก : ญี่ปุ่นไล่ซื้อสถาบันการศึกษา
    เปิดฟ้าส่องโลก : บ้านเมืองเปรียบเทียบ : ไทย VS ญี่ปุ่น (10)
    เปิดฟ้าส่องโลก : บ้านเมืองเปรียบเทียบ : ไทย VS ญี่ปุ่น (9)
    เปิดฟ้าส่องโลก : บ้านเมืองเปรียบเทียบ : ไทย VS ญี่ปุ่น (8)
    เปิดฟ้าส่องโลก : บ้านเมืองเปรียบเทียบ : ไทย VS ญี่ปุ่น (7)
    เปิดฟ้าส่องโลก : บ้านเมืองเปรียบเทียบ : ไทย VS ญี่ปุ่น (6)
    เปิดฟ้าส่องโลก : บ้านเมืองเปรียบเทียบ : ไทย VS ญี่ปุ่น (5)
    เปิดฟ้าส่องโลก : บ้านเมืองเปรียบเทียบ : ไทย VS ญี่ปุ่น (4)
    เปิดฟ้าส่องโลก : บ้านเมืองเปรียบเทียบ : ไทย VS ญี่ปุ่น (3)
    เปิดฟ้าส่องโลก : บ้านเมืองเปรียบเทียบ : ไทย VS ญี่ปุ่น (2)
    เปิดฟ้าส่องโลก : บ้านเมืองเปรียบเทียบ : ไทย VS ญี่ปุ่น (1)

    ที่มาจาก :
    1.หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2549
    2.www.nitipoom.com



  • 01/03/2013
    View 3136
       

update

update

เรื่องแนะนำ

 
 
close [X]
:: our group ::