• contact
  • sitemap
search
  Marumura Web
       
RSS


ดวงรายวัน ประจำวันอังคารที่ 21 พ.ค. 56
เรื่องโดย : ซูชิโนะ
สาวกเศร้า! เตรียมปิด Ultraman Land, Kumamoto
ญี่ปุ่นในมุมมืด ตอนที่ 18 : งานใหม่
เรื่องโดย : Sunburn
Japan Festa in Bangkok 2013
Sanrio ชวนโหวตตัวคาแรกเตอร์แห่งปี 2013 ครั้งที่ 28
เดินต่างแดน : วิกฤติ TOYOTA เตะตัดขาหรือบาปซ้ำกรรมซัด (1)
เรื่องโดย : นฤนารท พระปัญญา
ข้อมูลญี่ปุ่น
ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง>>ภูมิภาคและจังหวัดในญี่ปุ่น / ข้อมูลควรรู้ก่อนไปญี่ปุ่น

ภูมิประเทศ




ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของทวีปเอเชีย มีพื้นที่ 377,435 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขา 85 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวชายฝั่งรวมกันเป็นระยะทางยาวกว่า 27,000 กิโลเมตร

หมู่เกาะญี่ปุ่นนั้นประกอบด้วยเกาะถึงกว่า 3,900 เกาะ โดยมี 4 เกาะใหญ่ที่มีความสำคัญ คือ เกาะฮอกไกโด เกาะฮอนชู เกาะชิโกกุ และเกาะคิวชู ทอดตัวจากเหนือสู่ใต้ตามลำดับ โดยเกาะฮอนชู เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด และเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศ (กรุงโตเกียว)

ญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวทางธรณีวิทยาอยู่มาก เนื่องจากมีภูเขาไฟถึง 186 ลูก และกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ยังคงมีโอกาสประทุขึ้นมาอีกได้ แม้แต่ภูเขาไฟที่สวยและสูงที่สุดในญี่ปุ่นอย่างภูเขาไฟฟูจี นอกจากนี้แผ่นดินไหวยังเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้บ่อย และสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นอันมาก แต่ผลจากความอ่อนไหวทางธรณีวิทยานี้ก็ก่อให้เกิดแหล่งน้ำพุร้อนที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบคุณสมบัติของมัน จนทำให้เกิดวัฒนธรรมประจำชาติอย่างการแช่น้ำพุร้อน (ออนเซน) ขึ้นมา

        ทรัพยากรธรรมชาติ
1.   ป่าไม้ ลดน้อยลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
2.   ไผ่ ญี่ปุ่นมีต้นไผ่ขึ้นอยู่ทั่วไป และสามารถนำมาทำประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งสร้างบ้าน เครื่องเรือน เครื่องใช้ แต่งสวน เครื่องดนตรี และกระดาษเนื้อดี
3.   สัตว์น้ำ เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นเกาะ จึงมีการทำประมงกันมาก จนปริมาณสัตว์น้ำลดลงเป็นอย่างมาก

        สัตว์ประจำถิ่น
1.   นกกระยางหงอน ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น ปัจจุบันเหลืออยู่น้อยมาก
2.   นกกระเรียน แห่งเกาะฮอกไกโด กลายเป็นนกอนุรักษ์ เนื่องจากอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์
3.   ลิงญี่ปุ่น (มะกากะ) ในฤดูหนาวมักจะมาเล่นน้ำตามแหล่งน้ำพุร้อน


ภูมิอากาศ (ฤดูกาลกับความรู้สึกและความเชื่อของชาวญี่ปุ่น)




ในญี่ปุ่นมีความรู้สึกและความเชื่อผูกพันกับฤดูกาลเป็นอย่างมาก เพราะฤดูของญี่ปุ่นมีความสำคัญที่โดดเด่นและสวยงามแตกต่างกัน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ฤดู

        ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค. – พ.ค.)
ฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มต้นจากทางภาคใต้ ประมาณปลายมีนาคมจะซากุระจะเริ่มบานที่เกาะคิวชู และราวสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคมจะเริ่มบานที่เกาะฮอกไกโด ชาวญี่ปุ่นจะติดตามข่าวซากุระบานเพื่อฉลองกันในเทศกาลฮานะมิ (เทศกาลชมดอกไม้บาน) ตามภูมิภาคต่างๆ

        ฤดูร้อน (พ.ค. – ก.ย.)
หลังจากซากุระบานจะมีฝนตกประมาณ 2 เดือน จนถึงราวๆ ปลายมิถุนายน จากนั้นจะเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มที่ และยังมักจะมีพายุไต้ฝุ่นในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน

        ฤดูใบไม้ร่วง (ปลายก.ย. – กลางพ.ย.)
มีอากาศเย็นสบาย เป็นช่วงที่ต้นไม้เริ่มพลัดใบเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูหนาว จึงเป็นช่วงที่มีโอกาสได้เห็นใบไม้หลายสีทั้งสีเหลือง ส้ม แดง น้ำตาล และสีทอง บางครั้งก็เรียกฤดูนี้ว่า “ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี”
 
        ฤดูหนาว (ปลายพ.ย.-ต้นมี.ค.)
อากาศจะหนาวที่สุดในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ขณะที่เกาะคิวชูและเกาะโอกินาว่าทางใต้มีฤดูหนาวที่เย็นสบาย


ความเป็นญี่ปุ่น




ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าตนเองมีความพิเศษ และมีความภาคภูมิใจในเชื้อชาติและประเทศของตนมาก อีกทั้งยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับกริยามารยาทในสังคมเป็นอย่างยิ่ง โดยจะหลีกเลี่ยงการปฏิเสธ หรือการทำร้ายจิตใจผู้อื่นอย่างตรงไปตรงมา จึงมักจะถูกชาวต่างชาติมองว่าเป็นพฤติกรรมที่เสแสร้งไม่จริงใจ เช่นเดียวกับการใช้ภาษา ที่จะพูดอ้อมค้อมเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางความคิดและการทำร้ายจิตใจกัน ซึ่งบางครั้งชาวต่างชาติจะไม่เข้าใจถึงความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดอันละเอียดอ่อนเหล่านั้น แต่ก็มักจะได้รับการให้อภัยหากทำผิดมารยาทอยู่เสมอ

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อัตราการเกิดลดน้อยลงเรื่อยๆ แรงงานแห่กันเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่กันมากขึ้น ส่งผลให้ครอบครัวมีขนาดเล็กลง แต่ยังคงวิถีชีวิตหลักๆ แบบญี่ปุ่น พ่อก็ยังคงเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มักจะทำงานบริษัท แม่ดูแลบ้านและค่าใช้จ่าย เด็กๆ ก็ต้องตั้งใจเรียนหนังสือและเรียนพิเศษเตรียมตัวสอบเข้าสู่มหาวิทยาลัยให้ได้ เพื่อการมีอาชีพที่ดีในอนาคต มีเพียง 1 ใน 4 ของประชากรญี่ปุ่นเท่านั้นที่ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรมเล็กๆ และเป็นชาวประมง

สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบมีความสำคัญมาก แต่เดิมลูกคนโตมีหน้าที่ต้องดูแลพ่อแม่และเมื่อพ่อแม่เสียชีวิตมรดกก็จะตกเป็นของลูกคนโต ปัจจุบันมีการถกเถียงกันเรื่องการเลี้ยงดูพ่อแม่และสิทธิในการได้รับมรดกกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับมรดก ในที่สุดก็ต้องจ่ายภาษีมรดกให้กับรัฐในอัตราที่สูงมาก

ชาวญี่ปุ่นมักจะให้ผู้ชายมีบทบาทสำคัญกว่าผู้หญิง ในปัจจุบันผู้หญิงที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปจะได้รับโอกาสในหน้าที่การงานที่ดีกว่าในอดีต และแม้ว่าในทางกฎหมายจะให้สิทธิสตรีเท่าเทียมกับผู้ชาย รายรับของผู้หญิงก็มักจะต่ำกว่าของผู้ชายในตำแหน่งงานที่เท่าเทียมกันถึงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีความเชื่อที่ว่าเมื่อผู้หญิงแต่งงานและมีบุตร ก็จะต้องลาออกจากงาน เพื่อไปเป็นแม่บ้าน

สำหรับชีวิตครอบครัวคนเมืองแล้วนั้น ตั้งแต่ต้น1990 เป็นต้นมาอัตราการหย่าร้างมีสูงมาก เนื่องจากผู้หญิงเริ่มมีโลกทัศน์และมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงขึ้น ไม่หวังพึ่งผู้ชายแต่ฝ่ายเดียว ทำให้ความเกิดความตึงเครียดและการทะเลาะเบาะแว้งอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดการหย่าร้างขึ้นได้ง่ายโดยการเรียกร้องจากฝ่ายหญิง ส่วนฝ่ายชายที่ต้องรับผิดชอบครอบครัวและตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนักอย่างมากก็มักเกิดความเครียดจนเป็นเหตุให้อัตราการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นสูงขึ้นทุกปี


การเมืองและการปกครอง




ประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา มีจักรพรรดิทรงเป็นประมุข ปัจจุบันมีจักรพรรดิพระนามว่า “จักรพรรดิอากิฮิโตะ ประสูติเมื่อ 23 ธ.ค. 1933 ครองราชย์เมื่อ 7 ม.ค. 1989 เมื่อพระบิดา “จักรพรรดิฮิโรฮิโตะ” สวรรคต โดยเป็นการเริ่มรัชสมัยเฮเซ (Heisei)

ส่วนนายกรัฐมนตรีผู้ที่มีอำนาจในการปกครองประชาชน ได้มาจากพรรคที่มีคะแนนเสียงข้างมากที่สุด ผ่านสภาไดเอ็ต (สภานิติบัญญัติ) นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นคนที่ 95 คือ นายโยชิฮิโกะ โนดะ (Yoshihiko Noda 野田 佳彦) ซึ่งรับตำแหน่งต่อจากนายนาโอโตะ คังเมื่อ 30 ส.ค. 2554

ประเทศญี่ปุ่นถูกแบ่งออกเป็น 8 ภูมิภาค คือ ภูมิภาคฮอกไกโด (Hokkaido), ภูมิภาคโทโฮขุ (Tohoku), ภูมิภาคคันโต (Kanto), ภูมิภาคชูบุ (Chubu), ภูมิภาคคันไซหรือคิงขิ (Kinki), ภูมิภาคชิโคขุ (Shikoku), ภูมิภาคชูโงขุ (Chugoku), และ ภูมิภาคคิวชู (Kyushu) ประกอบด้วยจังหวัดทั้งหมด 47 จังหวัด
อ่านต่อ>>ภูมิภาคและจังหวัดในญี่ปุ่น

   
ศาสนาและพิธีกรรม




ชาวญี่ปุ่นยอมรับนับถือ ทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม ยิว เซน หรือความเชื่อแบบชนพื้นเมืองไอนุไว้ในวิถีชีวิต แม้อาจจะมีการยอมรับศรัทธาในศาสนาที่ค่อนข้างสับสนปนเป และอาจจะขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแต่ละศาสนา แต่ศาสนาที่มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมากที่สุดคือศาสนาพุทธและลัทธิชินโต จึงมักจะพบเห็นศาสนสถานของทั้งสองศาสนาอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน

ลัทธิชินโตเคยได้รับการศรัทธาจากคนทั้งชาติ ปัจจุบันจึงยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่นในทุกด้าน ชินโตนับถือวิถีแห่งเทพเจ้า การสถิตอยู่ของเทพเจ้า ผู้ปกปักษ์รักษาธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลกเอาไว้ เช่นเดียวกับแนวคิดการนับถือผีสางนางไม้ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ และความเชื่อเกี่ยวกับนรกสวรรค์ โดยเทพเจ้าที่ได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดคือ อามะเตระสุ โอมิกามิ (เทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์) ด้วยความเชื่อที่ว่าชาวญี่ปุ่นถือกำเนิดมาเป็นบุตรแห่งพระอาทิตย์นั่นเอง ส่วนศาสนสถานในลัทธิชินโตคือศาลเจ้า ซึ่งมักลงท้ายด้วยคำว่า งุ, จินจะ, หรือจิงงุ เช่น เมจิจิงงุ ศาลเจ้าเมจิกลางกรุงโตเกียวที่ตั้งอยู่ติดกับย่านฮาราจูกุนั่นเอง จุดเด่นของศาลเจ้าคือจะต้องมีซุ้มประตูทางเข้าศาลเจ้า (โทริอิ) อย่างน้อยหนึ่งหลัง โทริอินี้เป็นเสมือนเครื่องหมายแสดงอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาออกจากอาณาเขตทางโลก นอกจากนี้จะมีอาหารซึ่งเป็นที่สถิตของเทพเจ้าเรียกว่า “ฮนเด็ง” ที่จะประดิษฐานกระจกหรือสิ่งของแทนตัวเทพเจ้าไว้ให้ผู้คนกราบไหว้ ซึ่งมักไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไป การสักการะศาลเจ้านั้นมีพิธีกรรมเล็กน้อย คือเมื่อเข้าเขตศาลเจ้า จะต้องชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ที่บ่อน้ำด้านนอก โดยการล้างมือและบ้วนปาก ก่อนเข้าไปสักการะเทพเจ้า โดยมักจะโยนเหรียญใส่กล่องเพื่อทำบุญก่อน แล้วค่อยดึกเชือกลั่นระฆังอัญเชิญเทพเจ้า ปรบมือสองครั้งให้เทพเจ้าได้ยิน จากนั้นก็โค้งและสวดมนต์  

ส่วนศาสนาพุทธนั้น เข้ามาสู่ดินแดนญี่ปุ่นได้จากทางอินเดีย ผ่านจีนและเกาหลีราวๆ ศตวรรษที่ 6 เริ่มแรกจะได้รับความศรัทธาจากชนชั้นสูงก่อนจะถูกยอมรับให้อยู่ในวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นทั่วไปอย่างกลมกลืนกับศาสนาชินโต ปัจจุบันถูกแบ่งออกไปกว่า 50 นิกาย โดยศาสนาพุทธนิกายเซนที่เน้น “ความว่าง” แทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งสวน การตกแต่งภายใน การวาดภาพ การเขียนอักษร พิธีชงชา และการจัดดอกไม้ ส่วนศาสนสถานในศาสนาพุทธนั้นคือวัด ซึ่งมักมีชื่อลงท้ายว่า จิ, เทระ, หรือเดระ เช่น โทไดจิ วัดโทไดที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตในวิหารไม้หลังใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองนารา

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นบางส่วนอ้างว่า เป็นผู้ไม่มีศาสนาหรือไม่ได้นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่ในวิถีชีวิตก็มักจะต้องไปเกี่ยวกับศาสนาต่างๆ อยู่เสมอ อาทิ การเข้าพิธีแต่งงานแบบคริสต์ ร่วมพิธีบรรลุนิติภาวะตามแบบชินโต และการทำพิธีกรรมในงานศพตามวิถีพุทธ เป็นต้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะสามารถพบเห็นชาวญี่ปุ่นจำนวนมากตามศาสนสถานต่างๆ ทั้งในโบสถ์ วัด หรือศาลเจ้า


การศึกษา




ในอดีตญี่ปุ่นรับเอาวัฒนธรรมจากจีน ทั้งตัวอักษร ศาสนาพุทธ ลัทธิขงจื้อ และระบบราชการมาใช้ รวมถึงระบบการสอบคัดเลือกคนเข้าทำงานราชการด้วย ดังนั้นสังคมญี่ปุ่นจึงได้รับอิทธิพลจากจีนอยู่ทั้งในระบบราชการและการศึกษา ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็ทำการปฏิรูปการศึกษาโดยยึดต้นแบบจากสหรัฐฯ โดยระดับประถมและมัธยมต้นรวม 9 ปี เป็นการศึกษาภาคบังคับ ส่วนมัธยมปลายอีก 3 ปี วิทยาลัยการอาชีพ และมหาวิทยาลัยนั้นขึ้นอยู่กับผู้เรียน โดยปัจจุบันอัตราการรู้หนังสือของชาวญี่ปุ่นอยู่ที่ 99 เปอร์เซ็นต์

สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อระดับสูง แต่ละมหาวิทยาลัยจะรับสอบตรงเท่านั้น ไม่มีระบบการสอบเอ็นทรานซ์รวม หากต้องการสมัครสอบหลายที่ ก็ต้องสอบหลายครั้ง ดังนั้นนักเรียนญี่ปุ่นจำนวนมากจึงมักจะใช้บริการธุรกิจด้านศึกษาอย่างโรงเรียนกวดวิชา เพื่อให้สามารถสอบแข่งขันเข้าในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อาทิ มหาวิทยาลัยโตเกียว (โทได) มหาวิทยาลัยเคโอ หรือมหาวิทยาลัยวาเซดะ เป็นการสร้างโอกาสในการทำงานในบริษัทที่ดีและได้รับเงินเดือนสูงในอนาคต ซึ่งการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดัง และทำงานในบริษัทชั้นนำของประเทศนั้นมีการแข่งขันที่สูงมาก

ปีการศึกษาในญี่ปุ่นเริ่มต้นในเดือนเม.ย. โดยมีวันหยุดช่วงฤดูร้อน ประมาณ 1 เดือนครึ่ง และวันหยุดช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประมาณ 10 วัน และในช่วงคริสต์มาสถึงปีใหม่จะมีวันหยุดรวมกันอีกประมาณ 10 วัน


ศิลปะ




        ศิลปหัตถกรรม
1.   ตุ๊กตาฮานิวะ เป็นตุ๊กตาดินเหนียวที่คาดว่าเป็นศิลปะที่มีมีความเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น เป็นตุ๊กตาดินเหนียวปลายสมัยยาโยอิ ซึ่งพบอยู่รอบสุสานหลวง เชื่อว่าเป็นเสมือนตัวแทนของข้าราชบริพารที่ควรจะถูกฝังตามไปทั้งเป็น
2.   การเขียนอักษร (โชโด) เป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากจีน เช่นเดียวกับตัวอักษรในภาษาญี่ปุ่น ถือเป็นศิลปะอันทรงคุณค่ายิ่ง ถูกพัฒนาขึ้นมาจากชนชั้นสูง นักบวช และซามูไรในอดีต ปัจจุบันยังคงได้รับความนิยมจากนักบวชเซน
3.   พิมพ์ไม้ (อุคิโยเอะ) ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธ
4.   เซรามิค (เซโตะโมโนะ) เป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนราวๆ ศตวรรษที่ 13 จากการขุดค้นพบที่แหล่งเตาเผาที่เมืองเซโตะ ตอนกลางของเกาะฮอนชู ปัจจุบันมีแหล่งผลิตเซรามิคมากกว่า 100 แห่งทั่วเกาะญี่ปุ่น
5.   งานไม้ขัดเงา (นุริโมโนะ) หรือแลคเกอร์แวร์ เป็นศิลปะที่ถูกค้นพบตั้งแต่สมัยโจมอง
6.   สิ่งทอ ที่ประณีต ละเอียดอ่อนและมีชื่อเสียงที่สุดคือผ้าไหม ซึ่งกำเนิดขึ้นมานานแล้ว โดยดูได้จากชุดผ้าไหมของละครโนห์และเสื้อผ้าของชนชั้นสูงในศตวรรษที่ 16 ส่วนผ้าทอพื้นบ้านมักจะทำจากฝ้ายหรือป่าน โดยจะย้อมผ้าด้วยสีครามเป็นหลัก
7.   ลายสัก (อิเระซูมิ) ศิลปะบนร่างกาย เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ในสมัยเอโดะ เชื่อกันว่าผู้มีลายสักจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม เช่นเดียวกับผู้เขียนลายสัก ปัจจุบันผู้ที่มีลายสักยังคงถูกเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหรือเป็นบุคคลชั้นล่างของสังคม

        ศิลปะการแสดง
1.   Noo
2.   Kabuki
3.   Bungaku
4.   Rakugo
5.   Manzai

บุงะกุ ถือเป็นศิลปะโบราณสำหรับชนชั้นสูง คาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากทั้งจีน เกาหลี อินเดีย และเอเชียอาคเนย์ เป็นการแสดงที่เน้นการร่ายรำที่มีท่วงท่าตายตัว เป็นแบบแผน และเน้นความพร้อมเพรียง โดยปกติใช้ผู้แสดงเพียงสองคู่ เวทีจะถูกยกพื้นขึ้นตั้งโดดๆ อยู่กลางแจ้ง และมักพบการแสดงที่คล้ายคลึงกันนี้ได้ในประเทศเกาหลี

        ศิลปะการดนตรี
   เครื่องดนตรีของญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแตกต่างไปตามภูมิภาค
1.   โคโตะ (พิณ)
2.   ซาคุฮาจิ (ขลุ่ยไม้ไผ่)
3.   ซามิเซ็ง ไทโกะ (กลอง)
4.   มินง (นักร้องเพลงพื้นบ้าน)


กีฬายอดนิยม
1.   ซูโม่
2.   ฟุตบอล
3.   เบสบอล
4.   เคนโด้
5.   จูโด


ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง>>ภูมิภาคและจังหวัดในญี่ปุ่น / ข้อมูลควรรู้ก่อนไปญี่ปุ่น
02/02/2011
View 12596 | 0
Tweet    


10 อันดับ แฟชั่นผู้หญิงที่ผู้ชายญี่ปุ่นแอบอี๋
เรื่องโดย : AME.dama
10 พฤติกรรมที่คนญี่ปุ่นรับไม่ได้
10 พฤติกรรมน่ารักของสาวๆ ที่หนุ่มญี่ปุ่นแอบชอบ
เรื่องโดย : AME.dama
10 อันดับ มาสค็อตประจำเมืองในประเทศญี่ปุ่นประจำปี 2012
20 อันดับมหาเศรษฐีญี่ปุ่นประจำปี 2012